วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

โอรัมภาคิยสังโยชน์

  พระสุตตันตปิฎก  มัชฌิมนิกาย  มัชฌิมปัณณาสก์  [๒.  ภิกขุวรรค]
                 ๔.  มหามาลุงกยสูตร
               ๔. มหามาลุงกยสูตร
            ว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร สูตรใหญ่
            โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ
            [๑๒๙]    ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
            สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคประทับอยู่    ณ    พระเชตวัน    อารามของอนาถบิณฑิก-
เศรษฐี    เขตกรุงสาวัตถี    ณ    ที่นั้นแล    พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลาย
มาตรัสว่า    “ภิกษุทั้งหลาย”    ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว    พระผู้มี
พระภาคจึงได้ตรัสว่า    “ภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายยังจำโอรัมภาคิยสังโยชน์๑
(สังโยชน์เบื้องต่ำ)    ๕    ประการที่เราแสดงแล้ว    ได้หรือไม่”
            เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว    ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคว่า    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์ยังจำโอรัมภาคิยสังโยชน์    ๕    ประการ
ที่พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วได้”
            “เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์    ๕    ประการ    ที่เราแสดงไว้แล้ว    อย่างไร”
            “ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์    คือสักกายทิฏฐิ(ความเห็นว่าเป็นตัว
ของตน)    ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้
            ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์    คือวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)    ที่พระผู้มี
พระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้
            ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์    คือสีลัพพตปรามาส(ความถือมั่นศีลพรต)
ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้
            ข้าพระองค์จำโอรัมภาคิยสังโยชน์    คือกามฉันทะ(ความพอใจในกาม)    ที่พระผู้มี
พระภาคทรงแสดงไว้แล้วได้

๑ ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๑๙ (อัฏฐกนาครสูตร) หน้า ๒๐ ในเล่มนี้

สังโยชน์

  สังโยชน์  คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ
 * ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่
          o 1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
          o 2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
          o 3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย
          o 4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
          o 5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ
    * ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่
          o 6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
          o 7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
          o 8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
          o 9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
          o 10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง

พระโสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นได้คือ หมดสักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส

พระสกทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 คือ กามราคะและปฏิฆะ ให้เบาบางลงด้วย

พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อต้นได้หมด

พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ

ทิฏฐิ


             หลักพิจารณาก่อนเชื่อ
            ตัวอย่างการนำหลักพิจารณามาใช้ในทางปฏิบัติ
                + ทิฏฐิที่จะตรวจสอบ
                + การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน 
                + การตรวจสอบทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก
             หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ

    หลักพิจารณาก่อนเชื่อ

          ความเชื่อมีบทบาทในชีวิตของคนเราอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเชื่อในเรื่องใด อย่างไรแล้ว ก็มักจะประพฤติปฏิบัติไป ตามความเชื่อของตน ถ้าความเชื่อนั้นถูกต้อง ก็ย่อมจะมีผลเป็นคุณประโยชน์ แต่ถ้าเชื่อผิดแล้วก็อาจเป็นโทษแก่ตนเองได้ จึงมักเกิดปัญหาขึ้นว่า จะเชื่อในเรื่องนั้นๆ อย่างไรดี ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่อาจมีผลเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ตนได้มากมายแล้ว ปัญหาว่าจะเชื่ออย่างไรดึ ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า ความเชื่อนั้นๆ ถูกต้องหรือไม่ จึงมีความสำคัญยิ่ง

          ความเชื่อที่คนเรายึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตนั้น ทางพุทธศาสนาเรียกว่าทิฏฐิ คำว่า "ทิฏฐิ" โดยสำพังมีความหมายเป็นกลาง ๆ ไม่มีความหมายว่าถูกผิด หรือดีชั่ว แฝงอยู่ด้วยแต่อย่างใด ทิฏฐิที่ถูกต้องเรียกว่า"สัมมาทิฏฐิ" ส่วนทิฏฐิที่ผิดเรียกว่า "มิจฉาทิฏฐิ"
          นอกจากทิฏฐิสองประเภทนั้นแล้ว ยังมีทิฏฐิอีกประเภทหนึ่ง คือทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ หรือไม่ทรงยืนยันว่า เป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด ได้แก่  ทิฏฐิ ๑๐ ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า "ทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์"

         โดยที่การที่จะเชื่ออะไรนั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า ความเชื่อนั้นๆ ถูกต้องหรือไม่  ปัญหาที่ตามมาก็คือว่า จะพิจารณากันอย่างไร จึงจะตัดสินได้ว่าความเชื่อนั้นถูกหรือผิด
         พุทธศาสนามีคำตอบปัญหานี้ไว้อย่างชัดเจน คือ หลักพิจารณาก่อนเชื่อ   ดังที่ได้มีกล่าวอยู่ในพระสูตร คือ

         ในเกสปุตตสูตร  หรือที่ส่วนมากรู้จักกันในชื่อว่ากาลามสูตร ได้กล่าวว่า  เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปถึง นิคมของพวกกาลามะที่ชื่อว่าเกสปุตตะ  ณ นิคมแห่งนั้น พวกชน กาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคม   ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถึงที่ประทับ และกราบทูลว่า  ได้มีสมณ พราหมณ์หลายพวกที่มายังเกสปุตตนิคมนี้ ต่างก็พูดประกาศ เฉพาะลัทธิของพวกตน และพูดตำหนิลัทธิของพวกอื่น จึงมีความ สงสัยว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ จะเชื่อใครดี

         พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอน หลักพิจารณาก่อนเชื่อ  แก่ชาวกาลามะ ดังนี้

                ๑.กรณีที่อย่าเพิ่งเชื่อ ๑๐ ประการ
                      ท่านทั้งหลาย
                    + อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
                    + อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
                    + อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

                ๒. เมื่อรู้ด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติเตียน และการปฏิบัติธรรมเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ พึงละเสีย

                ๓. เมื่อรู้ด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ และการปฏิบัติธรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ เป็นสุข พึงเข้าถึง
                ดู: หลักพิจารณาก่อนเชื่อ

          ตามคำสอนในพระสูตร จะเห็นได้ว่า ความเชื่อจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุ ที่ทำให้เชื่อ หรือเชื่อด้วยเหตุใด เป็นสำคัญ
         ถ้าเชื่อด้วยเหตุต่างๆ ใน ๑๐ ประการที่กล่าวในข้อ ๑. ความเชื่อนั้นๆ  อาจจะถูก หรือผิดก็ได้เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งเชื่อ คืออย่าได้เชื่อถือแน่นอนตายตัวลงไป เพียงด้วยเหตุเหล่านั้น  แต่ก็มิใช่ว่า ไม่ให้เชื่อถือด้วยเหตุนั้นๆ โดยเด็ดขาดเสียทีเดียว นั่นคือ     
          ให้ถือทิฏฐินั้นๆ  เป็นประดุจสมมุติฐานไว้ก่อน    
          เหตุที่จะตัดสินว่า พึงเชื่อหรืออย่าเชื่อ ได้แก่  การรู้ด้วยตนเอง นั่นคือ 
          ต้องตรวจสอบสมมุติฐานนั้นๆ ด้วย  "การรู้ด้วยตนเอง"

           "การรู้ด้วยตนเอง" ตามที่กล่าวในพระสูตรนั้นหมายถึง  ไม่เพียงรู้ด้วยตนเองว่า ทิฏฐิหรือหลักธรรมคำสอนนั้น  ดี(เป็นกุศล ...) หรือไม่ดี(เป็นอกุศล ...) เท่านั้น  ยังต้องรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเองว่ามีผล ดี(เป็นประโยชน์...) หรือไม่ดี (ไม่เป็นประโยชน์ ...)อีกด้วย 
          ถ้ารู้ด้วยตนเองว่า ทิฏฐิหรือหลักธรรมคำสอนนั้น ไม่ดี  ทั้งมีผลจากการปฏิบัติที่ไม่ดี ก็อย่าเชื่อ อย่ายึดถือ  หรือเลิกเชื่อ เลิกยึดถือเสีย
          ถ้ารู้ด้วยตนเองว่า ทิฏฐิหรือหลักธรรมคำสอนนั้น ดี ทั้งมีผลจากการปฏิบัติที่ดี ก็พึงเชื่อ พึงยึดถือ  หรือเชื่อต่อไป ยึดถือต่อไปได้

           ความรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง ที่ใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยความเชื่อที่ถูกต้อง  ก็คือ  ความรู้ใน "ผล" ของการปฏิบัติตามทิฏฐินั้น   ไม่ใช่ความรู้ใน "ความจริง" ของทิฏฐินั้น  ดังจะเห็นได้จากในพระสูตร ที่มิได้กล่าวไว้เลยว่า จะต้องรู้ด้วยตนเอง เสียก่อนว่า ทิฏฐินั้นเป็นจริง จึงจะเชื่อหรือยึดถือทิฏฐินั้นๆ ได้    
          เหตุที่ใช้ความรู้ใน "ผล" เป็นเกณฑ์วินิจฉัย ก็เพราะ ว่า การปฏิบัติด้วยตนเอง ย่อมทำให้รู้ถึง "ผล" ที่มีต่อตนเองได้ว่าดีหรือไม่ดี แต่การที่จะปฎิบัติจนทำให้รู้ "ความจริง"ว่า ทิฏฐินั้นจริงหรือไม่ ย่อมเป็นการยาก  โดยเฉพาะทิฏฐิในเรื่องที่ ไม่อาจจะรู้ประจักษ์ได้ด้วยประสาทสัมผัสโดยตรง  เช่นทิฏฐิว่า " ตายแล้วเกิดอีก" หรือ"ตายแล้วไม่เกิดอีก"  เป็นต้นนั้น ย่อมรู้ได้ยากยิ่ง หรือไม่อาจรู้ได้เลยว่า ทิฏฐินั้น จริงหรือไม่จริง ดังนั้นการใช้ความรู้ใน "ความจริง" ของทิฏฐิเป็นเกณฑ์วินิจฉัย จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง    
         การไม่ใช้ความรู้ใน "ความจริง" เป็นเกณฑ์วินิจฉัยนี้ นับว่าสอดคล้องกับการที่ พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์  กล่าวคือ เมื่อพระมาลุงกยบุตรได้มากราบทูล ขอให้พระองค์ทรงพยากรณ์ปัญหาทิฏฐิ ๑๐ เพื่อจะใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยของตนว่า ถ้าทรงพยากรณ์ก็จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป หากไม่ทรงพยากรณ์ ก็จะลาสิกขานั้น พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์   ซึ่งเท่ากับชี้ชัดว่าการที่จะปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ใน "ความจริง" ของทิฏฐิเหล่านั้นมาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยเลย
    ดู: ไม่พยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ อย่างเด็ดขาด 

         ความรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเองว่ามี "ผล" ดีหรือไม่ดี โดยไม่ต้องรอให้รู้"ความจริง" ของทิฏฐินั้น นับว่าเพียงพอสำหรับใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องแล้วว่า  พึงเชื่อหรืออย่าเชื่อ และเมื่อนำทิฏฐิที่รู้ด้วยตนเองว่ามี "ผล" ดีนั้นมาปฏิบัติ  ก็จะได้รับ ประโยชน์และมีความสุข ซึ่งจะเป็นแรงส่งเสริมให้ปฏิบัติยิ่งขึ้นต่อไปอีก จนในที่สุด ก็อาจรู้"ความจริง" ของทิฏฐินั้นได้

          ความเชื่อที่เกิดจากการพิจารณาตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงสอนนี้  ย่อมเป็นความเชื่อที่ถูกต้อง  เพราะเป็นความเชื่อที่ได้พิจารณาตรวจสอบแล้วจาก"การรู้ด้วยตนเอง"  ไม่ใช่เชื่อตามผู้อื่นหรือเชื่อด้วยเหตุอื่น โดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ เสียก่อน 


    ตัวอย่างการนำหลักพิจารณามาใช้ในทางปฏิบัติ

          ทิฏฐิที่จะตรวจสอบ

           ทิฏฐิที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบเป็นตัวอย่างตามหลักพิจารณาก่อนเชื่อ ก็คือ ทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน และ ทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก
           ทิฏฐิทั้งสองนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นทิฏฐิที่พุทธศาสนิกชนคนไทยโดยทั่วไป ยึดถือกันอยู่ ในตอนนี้จะขอแนะนำทำความเข้าใจ ในทิฏฐิทั้งสองนั้นเสียก่อนที่จะ ได้ตรวจสอบตามหลักพิจารณาต่อไป

               ทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน (อัตตานุทิฏฐิ) เป็นทิฏฐิที่เชื่อว่า มีอัตตา หรือตัวตน ที่เป็นเรา หรือของเรา
               ธรรมดาเมื่อเกิดมาเป็นคน ย่อมจะมีความรู้สึกว่ามีตัวตน ของตน หรือมีตัวเรามาตั้งแต่เกิด  และเมื่อเติบโตมีชีวิตยืนยาวต่อมา   ย่อมมีประสบการณ์ ที่ทำให้เห็นว่าตัวเรา(ขันธ์ ๕) นั้น ได้มีอยู่สืบเนื่อง เป็นตัวตนเดียวกันมาโดยตลอด 
               ธรรมดาของสามัญสำนึกอันเป็นวิสัยของปุถุชนเช่นนี้ ย่อมทำให้คนเรา คิดเห็นและเชื่อว่าการมีตัวตนของเรานั้น เป็นความจริงแท้แน่นอน  และยึดมั่นในความมีตัวตนนั้นว่า  นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา จึงมีทิฏฐิที่ชื่อว่า อัตตานุทิฏฐิ   อันเป็นทิฏฐิที่ผิดเกิดขึ้น
               การมีอัตตานุทิฎฐิตามสามัญสำนึกของปุถุชนดังที่กล่าวมานึ้ สอดคล้องกับหลักฐานตามที่มีกล่าวอยู่ในทิฏฐิกถา ว่า

              ปุถุชนผู้ไม่ได้ฟัง ไม่ได้เห็น ไม่รู้ในธรรมของพระอริยเจ้า ของสัปบุรุษ ย่อมเห็นขันธ์ ๕ ซึ่งได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีขันธ์บ้าง เห็นขันธ์ในตนบ้าง เห็นตนในขันธ์บ้าง
              อัตตานุทิฏฐิ คือความงมงายด้วยการยึดถือผิด ในการที่เห็น ขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์ว่า เป็นตน ๑ เห็นตนว่ามีขันธ์นั้น ๑ เห็นขันธ์นั้นในตน ๑ เห็นตนในขันธ์นั้น ๑
        ดู: ทิฏฐิกถาความย่อ[๖]

               เมื่อการมีอัตตานุทิฏฐิเป็นปกติวิสัยของปุถุชน  และตราบใดที่ผู้นั้น ยังมิได้ปฏิบัติธรรมจนมีความรู้แจ้งแท้จริงในหลักธรรมแก่นแท้ ของพุทธศาสนาที่ว่า  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามิใช่ตัวตนของตนแล้ว  ตราบ นั้นย่อมเป็นการยากยิ่ง ที่ปุถุชนจะขจัดหรือละการยึดมั่นในความเชื่อว่ามีตัวตนของตนนั้นได้   ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุใดพุทธบริษัท ซึ่งแม้จะทราบดีว่า อัตตานุทิฏฐิเป็นทิฏฐิที่ผิด  แต่ก็ยังประพฤติตนในลักษณะที่ยึดถือทิฏฐินี้ อยู่

               ทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก (ทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์)
              ทิฏฐิว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้  เป็นทิฏฐิหนึ่งในปัญหาเรื่อง "ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่" ซึ่งได้จำแนกความเชื่อที่มีอยู่ในปัญหานั้น ออกเป็น ๔ ทิฏฐิ คือ
       
    ๑. ตายแล้วเกิดอีก
    ๒. ตายแล้วไม่เกิดอีก
    ๓. ตายแล้วเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี
    ๔. ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่

               ทิฏฐิทั้ง ๔ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของทิฏฐิ ๑๐ ซึ่งเป็นทิฏฐิที่พระพุทธเจ้า ไม่ทรงพยากรณ์
    ดู: ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่

               การไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้น  ก็คือไม่ทรงยืนยันแน่นอนตายตัวลงไปว่า
    ทิฏฐิเหล่านั้น ทิฏฐิใดถูก และทิฏฐิใดผิด แสดงว่า ตามหลักพุทธธรรมแล้ว ทิฏฐิทั้ง ๔ ในปัญหาว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่นั้น ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทิฏฐิที่ผิด   แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกต้อง

                 แม้ว่า "ตายแล้วเกิดอีก" จะเป็นทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์ว่า เป็นทิฏฐิที่ถูก หรือผิด แต่พุทธบริษัทโดยทั่วไปก็ยึดถือทิฏฐินี้อยู่ และเชื่อว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นหลัก ธรรมคำสอนที่สำคัญประการหนึ่งของพุทธศาสนา  ที่เป็นเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า เนื่องจากเหตุ ๒ ประการ คือ
               ๑. วิสัยของปุถุชน ย่อมมีอัตตานุทิฏฐิ ยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อว่า มีตัวเรา ของเรา ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องมีความปรารถนา ให้ตัวเรานั้นคงอยู่ หรือมีชีวิตอยู่ยั่งยืนนาน  ยิ่งกว่านั้นยังมีความหลงไหลผูกพัน(ตันหา) ในความมีตัวตนของตน ปรารถนาให้ตัวตนนั้นดำรงคงอยู่ตลอดกาล  แม้จะพบ ความจริงว่า คนเราต้องตาย   แต่ด้วยตันหาอันแรงกล้าในความมีตัวตนนั้นเอง ทำให้คิดเห็นไปว่าสิ่งที่ เป็นตัวตนแท้จริงของตนนั้นยังดำรงคงอยู่  หาได้สูญสลาย เมื่อตายเช่นร่างกายของเรานั้นไม่ หากแต่ว่าจะไปเกิดอีก ตามแต่กรรมของตนจะนำไป ด้วยเหตุนี้ ตราบใดที่ยังมีอัตตานุทิฏฐิอยู่  ทั้งยังไม่อาจดับตัณหาในความมีตัวตน นั้นได้แล้ว ตราบนั้นก็ยากยิ่ง ที่ปุถุชนจะละทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีกนั้นได้
                ๒. หลักฐานในพระไตรปีฎก เป็นเหตุที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ ใน พระไตรปีฎกนั้นเอง มีข้อความในหลายพระสูตร ที่กล่าวในลักษณะที่ทำให้เชื่อว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา เช่น

                ในกุตุหลสาลาสูตร วัจฉโคตรปริพาชกได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ในปัญหา ข้อสงสัยเกี่ยวกับการพยากรณ์การไปเกิดของสาวก ที่สิ้นชีวิตแล้ว  พระองค์ได้ตรัสตอบว่า ผู้ยังมีอุปาทานเท่านั้นที่เกิด ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมไม่เกิด  เหมือนไฟมีเชื้อจึงลุกโพลง ไม่มีเชื้อย่อมไม่ลุกโพลง
    ดู: กุตุหลสาลาสูตรความย่อ[๒]

               ในสามัญญผลสูตร  พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายให้พระเจ้าอชาตศัตรู ได้ทราบ ถึงสามัญญผลต่างๆ  ที่จะได้รับในปัจจุบันจากการปฏิบัติธรรม และสามัญญผล ประการหนึ่ง ที่พระองค์ทรงอธิบายก็คือ   ปุพเพนิวาสานุสสติญาณซึ่งเป็นญาณที่ทำให้สามารถระลึกชาติได้ว่า ในชาติก่อนๆ  ได้เกิดมาเป็นอย่างนั้นๆ  เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดในชาติต่อๆ มา จนกระทั่งมาเกิดในชาตินี้อีก
    ดู: สามัญญผลสูตรความย่อ[๑๙.๖]

               และในจูฬกัมมวิภังคสูตร สุภมาณพ โตเทยยบุตร ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เหตุใด  มนุษย์ที่เกิดมาจึงแตกต่างกันไป ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า  เพราะ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม  มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้แตกต่างกันไป และพระองค์ยังได้ทรงอธิบายในรายละเอียดด้วยว่า ถ้าทำกรรมอย่างนั้น ๆ ตายไปแล้ว ก็จะได้ขึ้นสวรรค์ หรือตกนรก หรือไม่เช่นนั้นก็เกิดมามีลักษณะเป็นอย่างนั้น ๆ แตกต่างกันไป ตามกรรมของตน        
    ดู:จูฬกัมมวิภังคสูตรความย่อ[๒]-[๓]

               นอกจากพระสูตรที่กล่าวแล้วนั้น  ยังมีอีกหลายพระสูตร ที่กล่าวในทำนอง เดียวกันนี้  จึงย่อมเป็นหลักฐานที่ทำให้พุทธบริษัทเชื่อว่า  "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นหลักธรรมคำสอนแท้จริงของพุทธศาสนา และเป็นเหตุให้ยึดถือทิฏฐินี้กันอยู่

               อย่างไรก็ดี "ตายแล้วเกิดอีก" เป็นทิฏฐิที่พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ และการไม่ทรงพยากรณ์นี้  เป็นเจตจำนงอันแน่วแน่ของพระองค์ ที่จะไม่ทรง พยากรณ์อย่างเด็ดขาด  เพราะไม่เพียงแต่จะไม่ทรงพยากรณ์ ให้แก่สมณพราหมณ์ นอกพุทธศาสนา ที่มาถามปัญหานี้เท่านั้น แม้กับพระมาลุงกยบุตร ซึ่งเป็นภิกษุ ในพุทธศาสนาเอง ที่มาทูลขอให้พระองค์ทรงพยากรณ์ พระองค์ก็ไม่ทรงพยากรณ์ และตรัสว่า ผู้ใดกล่าวว่า ตราบใดที่เราไม่พยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เขา ตราบนั้นเขาก็จะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักของเรา ผู้นั้นก็คงตายไปเสียก่อน เพราะเราจะไม่พยากรณ์เลย
    ดู: ไม่พยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ อย่างเด็ดขาด

                เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์  ก็เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งในทิฏฐิเหล่านั้น ตามความ เป็นจริงว่า เป็นทิฏฐิที่ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ  เพราะว่าเมื่อมีทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้ว ก็มิได้เป็นเหตุให้ประพฤติธรรม  มิได้เป็นไปเพื่อ ละกิเลส หรือเพื่อตรัสรู้  แต่เป็นไป ด้วยความทุกข์ ยังคงมีความทุกข์อยู่นั่นเอง
    ดู: จูฬมาลุงโกยวาทสูตรความย่อ[๔]
    ดูด้วย:เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์

               ยิ่งกว่านั้นพระองค์ได้ทรงละทิฏฐิทั้ง ๑๐ นั้นอย่างสิ้นเชิง   ดังความที่พระองค์ได้ตรัสกับปริพาชกวัจฉโคตรว่า ความเห็น(ทิฏฐิ ๑๐)ที่ยึดถือกันนั้น  เรา กำจัดสิ้นแล้ว เราเห็นชัดแล้วว่า ขันธ์ ๕ คือดังนี้ ความเกิดขึ้นของขันธ์ ๕ เป็นดังนี้ และความดับไปของขันธ์ ๕ เป็น ดังนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า ตถาคตหลุดพ้นแล้ว โดยสิ้นเชิง
    ดู: อัคคิวัจฉโคตตสูตรความย่อ[๒]

               การที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์อย่างเด็ดขาดว่า ทิฏฐิเหล่านั้นทิฏฐิใด เป็นทิฎฐิที่ถูกหรือผิด เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งชัดว่า เป็นทิฏฐิที่ไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษ  ทั้งไม่ทรงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นแต่ประการใดเลยเช่นนี้  ย่อมแสดงให้เห็นได้ อย่างชัดเจนว่า ทิฏฐิเหล่านั้น นอกจากจะเป็นทิฏฐิที่พุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าถูกต้องแล้ว  ยังเป็นทิฏฐิที่ไม่สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมอีกด้วย 

          ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ จะเห็นได้ว่าตามหลักฐานที่ปรากฏในพระสูตรนั้น แสดงว่า
                 ทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน(อัตตานุทิฏฐิ)  เป็นทิฏฐิที่ผิด
                 ทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก(ทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์)   เป็นทิฏฐิที่ไม่ทรงยืนยันว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด   และเป็นทิฏฐิที่พระพุทธองค์ทรงละ เสียแล้วไม่ยึดถือ จึงเป็นทิฏฐิที่พุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าถูกต้อง  แต่ก็มีหลักฐานใน พระสูตรต่าง ๆ  หลายพระสูตร ที่กล่าวในลักษณะที่ทำให้เชื่อได้ว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้  เป็นหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนา

               ถ้าเชื่อคำสอนเกี่ยวกับทิฏฐิทั้ง ๒ ตามหลักฐานที่มีมาในพระสูตรดังกล่าวนั้น  ก็เท่ากับเชื่อโดยอ้างตำรา  นั่นเอง  ซึ่งตามหลักการพิจารณาก่อนเชื่อในเกสปุตตสูตร บอกว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ" นั่นคือ
               สำหรับ "มีตัวตนของตน"   อย่าเพิ่งเชื่อว่า เป็นทิฏฐิที่ผิด
               สำหรับ "ตายแล้วเกิดอีก" ซึ่งมีหลักฐานในพระสูตรขัดแย้งกันนั้น  ก็อย่าเพิ่งเชื่อว่า เป็นทิฏฐิที่ถูก โดยอ้างตำรา เฉพาะในส่วนที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าถูก หรือเชื่อว่าเป็นทิฏฐิที่ผิด โดยอ้างตำราเฉพาะในส่วนที่ยืนยันว่าผิด
                 ให้ถือทิฏฐิเหล่านั้นเป็นเพียงสมมุติฐานที่ต้องตรวจสอบด้วย "การรู้ด้วยตนเอง" เสียก่อน

           การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน
                 การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน ก็คือการปฏิบัติตนในลักษณะ "มีตัวตนของตน"  แล้วดูผลจากการปฏิบัตินั้น  ซึ่งก็มีปัญหาว่า การปฏิบัติตนในลักษณะ "มีตัวตนของตน" นั้น คืออย่างไร
               คนเราเมื่อมีทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน  พฤติกรรมที่แสดงออกของผู้มีทิฏฐินั้น  ก็คือความ "เห็นแก่ตัว"  พฤติกรรมที่ตรงกันข้ามก็คือ ความ "ไม่เห็นแก่ตัว"    การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน  จึงกระทำได้โดยการตรวจสอบ ด้วยพฤติกรรม ที่แสดงออกของทิฏฐินั้น ซึ่งย่อมกระทำได้ ๒ วิธี วิธีหนึ่งคือ ปฏิบัติตนในลักษณะ  "เห็นแก่ตัว"  อีกวิธีหนึ่งคือ  ปฎิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" และดู "ผล" ซึ่งรู้ได้ด้วยตนเองจากการปฏิบัตินั้นว่า มีผลดีหรือไม่ดี
               ถ้าทิฏฐิว่ามีตัวตนของตนเป็นทิฏฐิที่ผิดจริง การปฏิบัติตน ในลักษณะ "เห็นแก่ตัว"  ก็จะต้องมีผลที่ไม่ดี  ส่วนการปฎิบัติตนในลักษณะ  "ไม่เห็นแก่ตัว" ก็จะต้องมีผลตรงกันข้ามคือมีผลดี
               เพื่อมิให้เสี่ยงต่อการที่อาจจะได้รับผลไม่ดี จากการตรวจสอบด้วยวิธีปฏิบัติตน ในลักษณะ "เห็นแก่ตัว"   จึงควรตรวจสอบ ด้วยวิธีปฏิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" ดีกว่า เพราะน่าจะได้รับผลดี ในระหว่างตรวจสอบไปด้วย  ทั้งยังเป็นการปฏิบัติธรรม ในการลดทิฏฐิมีตัวตนของตนไปด้วยในตัว
                  พฤติกรรม "ไม่เห็นแก่ตัว" ก็คือ พฤติกรรมที่เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น  มากกว่า เห็นแก่ประโยชน์ตน  ยิ่งเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น มากขึ้นเพียงใด  ก็เท่ากับ "ไม่เห็นแก่ตัว" หรือ ลดทิฏฐิมีตัวตนของตนลงได้ มากขึ้นเพียงนั้น
                   องค์ประกอบของการปฏิบัติตนโดยเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นมากขึ้น  ก็คือ

    (พฤติกรรมใดๆของตนอันเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข พ้นทุกข์)+(ของผู้อื่น)+(มากขึ้น)

               "พฤติกรรมอันเป็นประโยชน์" คือพฤติกรรมที่ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น  และเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น การทำบุญ การบำรุงเลี้ยงดู การบริจาคทาน  ความเมตตากรุณา การอนุเคราะห์ช่วยเหลือ  การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เป็นต้น
               "ผู้อื่น" คือบุคคลอื่น ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วย
               "มากขึ้น" หมายถึงการปฏิบัติตนในลักษณะ ต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสอง อย่าง คือ มีปริมาณของ "พฤติกรรมอันเป็นประโยชน์" มากขึ้น เช่น เมตตากรุณามากขึ้น อย่างหนึ่ง  กับมีปริมาณของ "ผู้อื่น" มากขึ้น  เช่นเพิ่มจาก บุคคลในครอบครัว  เป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง  เป็นทั้งตำบล เป็นทั้ง จังหวัด เป็นทั้ง ประเทศ เป็นทั้งโลก เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง
                   ดังนั้นการตรวจสอบทิฏฐิว่า มีตัวตนของตน ด้วยวิธีปฏิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" ยิ่งขึ้น  ก็คือ ปฏิบัติตามองค์ประกอบ ของการปฏิบัติตนโดยเห็นแก่ ประโยชน์ผู้อื่นมากขึ้น ดังกล่าวนั้นนั่นเอง
               ถ้าการปฏิบัติในการตรวจสอบ ในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" ดังกล่าว มีผลดี เช่น  ทำให้ ผู้ปฏิบัติ มีความสุข  ปลาบปลื้ม อิ่มเอมใจ ปีติยินดี สงบ ไม่เดือดร้อนวุ่นวายใจ เหล่านี้เป็นต้นแล้ว  ก็พึงเชื่อได้ว่าทิฏฐิว่า มีตัวตนของตน เป็นทิฏฐิที่ผิด สมดังหลักฐานที่มีมา ในพระสูตร จึงไม่ควรเชื่อ ไม่ควรยึดถือ  หรือเลิกเชื่อ เลิกยึดถือ เลิกประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะ "มีตนของตน" หรือ "เห็นแก่ตัว" นั้นเสีย แล้วหันมาประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" หรือ "เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น" ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป พร้อมทั้งศึกษาพุทธธรรม อันจะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในสาระแก่นแท้ของพุทธศาสนาว่า "ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตามิใช่ตัวตนของตน" และนำมาปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ เท่าที่สามารถจะทำได้ ก็ย่อมจะเป็นคุณประโยชน์ นำมาซึ่งความสุขสงบยิ่ง แก่ชีวิตในฐานะของ พุทธศาสนิกชนได้อย่างแท้จริง

          การตรวจสอบทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก
                 สำหรับทิฏฐิว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นั้น เมื่อนำหลักพิจารณาก่อนเชื่อ มาใช้พิจารณาตรวจสอบ จะปรากฏว่าไม่สามารถนำหลักพิจารณาทั้งหมดมาใช้ ในทางปฏิบัติได้ จะนำมาใช้ได้เฉพาะหลักที่ว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ"เท่านั้น ส่วนหลักที่ว่า ต้องตรวจสอบด้วย "การรู้ด้วยตนเอง" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การรู้ด้วยตนเอง จากการปฏิบัติ" นั้น  ไม่อาจหรือยากที่จะนำมาใช้ตรวจสอบ ให้ทราบว่ามี "ผล" สำหรับตัดสินถูกผิดตามต้องการได้ ทั้งนี้เพราะคุณลักษณะของตัวทิฏฐิเอง ไม่อำนวยให้ทำเช่นนั้น กล่าวคือ
                  ทิฏฐินี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติก่อนชาติหน้า  ซึ่งไม่อาจจะรู้ประจักษ์ ได้ด้วยประสาทสัมผัสโดยตรง   จึงยากที่จะกำหนดองค์ประกอบของการตรวจสอบ ในทางปฏิบัติได้
               ประการสำคัญก็คือ  ทิฏฐิที่จะตรวจสอบนั้นจะต้องเป็นทิฏฐิที่ถูก หรือผิด อย่างใดอย่างหนึ่ง  จึงจะมีผลจากการตรวจสอบ ที่ช่วยให้ตัดสินได้ว่าทิฎฐินั้น ถูกหรือผิด  แต่ทิฏฐินี้เป็นทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด  ดังนั้นจึงไม่อยู่ในลักษณะที่จะตรวจสอบถูกผิดได้
               สำหรับทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์  หรือไม่ทรงยืนยันว่า เป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด ซึ่งเป็นทิฏฐิที่นำหลักพิจารณา มาใช้ได้เพียงบางส่วน ไม่สามารถตรวจสอบด้วย"การรู้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ"ได้ ดังกล่าว ข้างต้นนั้น  ย่อมทำให้ไม่อาจรู้ผลที่แน่นอนชัดเจนได้ จึงไม่ช่วยให้เกิดความแน่ใจว่า จะตัดสินใจเชื่อทิฎฐินั้นๆ  หรือไม่อย่างไร และไม่แน่ใจว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไร
              ในกรณีที่หลักพิจารณาก่อนเชื่อ ไม่สามารถใช้ตอบปัญหาว่า "เชื่ออย่างไรดี" อย่างแน่นอนชัดเจนได้เช่นนี้ ก็จะมีปัญหาตามมาว่า "แล้วจะทำอย่างไรดี" คำตอบของปัญหาที่ตามมานี้ ก็คือ หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ ที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสไว้ใน เกสปุตตสูตร นั่นเอง

    หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ

               ปัญหาว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ เป็นปัญหาที่เนื่องมาจากการที่คนเรา มีอัตตานุทิฏฐิ ยึดมั่นในความมีตัวตนของตน ตามวิสัยปุถุชน จึงย่อมรักตนเอง เห็นแก่ตนเอง และปรารถนาให้ตนเอง "มีสุข พ้นทุกข์" ตลอดไป ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า ดังนั้นปัญหาว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่นี้ จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับ สิ่งที่มีผลกระทบต่อการที่จะ "มีสุข พ้นทุกข์" ตามที่ตนปรารถนานั้นด้วย ซึ่งได้แก่ปัญหาในเรื่อง ผลของกรรม บุญ บาป ชาติหน้า สวรรค์ นรก เหล่านี้ คือ
                
    - ชาติหน้า และนรกสวรรค์อันเป็นผลของกรรม มีจริงหรือไม่           
    - ชาตินี้ มีผลกรรมจากบุญและบาปที่ตนกระทำจริงหรือไม่
    - จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะ "มีสุข พ้นทุกข์" ทั้งชาตินี้ชาติหน้า
    
                   โดยที่ปัญหาว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่  เป็นปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์ จึงใช้ "หลักพิจารณาก่อนเชื่อ" ได้แต่เพียงหลักว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ" เท่านั้น  ไม่อาจตรวจสอบให้รู้ผล ด้วยตนเองอย่างแน่นอนชัดเจนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมทำให้ไม่แน่ใจว่า จะเชื่อในเรื่อง "ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่" ตลอดจนเรื่องผลของกรรม บุญ บาป ชาติหน้า สวรรค์ นรก เหล่านั้นอย่างไรดี และไม่แน่ใจว่า จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะ "มีสุข พ้นทุกข์" ทั้งชาตินี้ชาติหน้าได้
               ในกรณีเช่นนี้ ได้มีคำสอน"หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ" ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนชาวกาลามะ  ในเกสปุตตสูตร ต่อจากที่ได้ตรัสสอน "หลักพิจารณาก่อนเชื่อ" นั้นแล้ว ว่าปฏิบัติตนอย่างไร จึงอุ่นใจได้ว่าจะ"มีสุข พ้นทุกข์"  ตามที่ปรารถนาได้แน่นอน ดังนี้คือ

               อริยสาวกนั้น ไม่โลภ,โกรธ,หลง มีใจเมตตา,กรุณา,มุทิตา,อุเบกขา ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่เศร้าหมอง มีจิตผ่องแผ้ว  ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบัน คือ
       
    ๑. ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมมีจริง ก็อุ่นใจได้ว่า  เมื่อตายแล้วจะได้ไปสวรรค์
    ๒. ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมไม่มี ก็อุ่นใจได้ว่า  ในชาตินี้จะไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข
    ๓. ถ้าทำบาปแล้วต้องได้รับทุกข์  ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์ใด ๆ เพราะไม่ได้ทำบาป
    ๔. ถ้าทำบาปแล้วไม่ต้องได้รับทุกข์ ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์แน่นอน
                ดู: เกสปุตตสูตรความย่อ[๘]

               ตามคำสอนข้างต้นนั้น สรุปได้ว่า ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสอบให้รู้ผลจากการปฏิบัติต้วยตนเองอย่างแน่นอนชัดเจน ได้ ซึ่งทำให้ไม่แน่ใจว่า ชาติหน้า สวรรค์ นรก ผลกรรมจากบุญหรือบาป เหล่านี้ มีจริงหรือไม่นั้น ก็สามารถที่จะปฎิบัติตน ให้ "มีสุข พ้นทุกข์" ได้ โดยปฎิบัติตนตามธรรม คือ ไม่ทำบาปทั้งปวง (ไม่โลภ,โกรธ,หลง,...) ทำกุศลให้ถึงพร้อม (เมตตา, กรุณา,มุทิตา,อุเบกขา,... ) ชำระจิตให้ผ่องแผ้ว (ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่เศร้าหมอง มีจิตผ่องแผ้ว,...) แล้ว ก็ย่อมอุ่นใจได้ว่าจะ  "มีสุข พ้นทุกข์" ทั้งชาตินี้ชาติหน้าอย่างแน่นอน ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง ว่า ความจริงในเรื่อง ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ ตลอดจนเรื่อง ชาติหน้า สวรรค์ นรก ผลกรรมจากบุญหรือบาป เหล่านั้นจะเป็นจริง หรือไม่เป็นจริง แต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

สารบัญ


                       

สารบัญ

๒   สนทนากันก่อน                
๑๕ เล่าจากประสบการณ์     
๓๕ สติปัฏฐานสูตร
๔   สาระน่ารู้เกี่ยวกับวันตรุษจีน   
๑๗ ข่าวสารของศูนย์          
๔๒ ถามตอบสอบอารมณ์
๗   โอวาทธรรม                   
๒๕ ธรรมะอินเตอร์             
๔๕ อำนาจแห่งกรรม
๑๐  ธรรมะวาไรตี้                  
๓๐ ท่องแดนพุทธภูมิ          
๔๗ ปกิณกธรรม           
๑๓  นิทานธรรมะ                   
๓๓ สุภาษิตธรรม              
 ๕๑ การ์ตูนธรรมะ


สนทนากันก่อน
โดย บรรณาธิการ                 


สุขสันต์วันตรุษจีน

ขอสุขสันต์เริงรื่นวันตรุษจีน     ขอชาวจีนชาวไทยสุขถวิล

        ขอสังคมสลบสุขพูนทรัพย์สิน   สิ่งร้ายสิ้นสิ่งดีเพิ่มมงคลชัย

        ซิน เจีย หยู่ อี่ มีสุขใจ  ซินนี้ฮวดใช้ได้ดั่งใจหวัง

        ให้กายใจมีพลัง       ชื่อเสียงโด่งดังการงานก้าวหน้า         

        ใส่ชุดแดงมงคลรับปีใหม่    รับอั่งเปาซองใหญ่กันทั่วหน้า
ต่างมีเงินทองใช้ไหลมาเทมา   กิจการก้าวหน้าทั้งตระกูล