สารบัญ
๒ สนทนากันก่อน
๑๕ เล่าจากประสบการณ์
๓๕ สติปัฏฐานสูตร
๔ สาระน่ารู้เกี่ยวกับวันตรุษจีน ๑๕ เล่าจากประสบการณ์
๓๕ สติปัฏฐานสูตร
๑๗ ข่าวสารของศูนย์
๔๒ ถามตอบสอบอารมณ์
๗ โอวาทธรรม
๒๕ ธรรมะอินเตอร์
๔๕ อำนาจแห่งกรรม
๑๐ ธรรมะวาไรตี้
๓๐ ท่องแดนพุทธภูมิ
๔๗ ปกิณกธรรม
๑๓ นิทานธรรมะ
๓๓ สุภาษิตธรรม
๕๑ การ์ตูนธรรมะ
๓๐ ท่องแดนพุทธภูมิ
๔๗ ปกิณกธรรม
๑๓ นิทานธรรมะ
๓๓ สุภาษิตธรรม
๕๑ การ์ตูนธรรมะ
โดย บรรณาธิการ
สุขสันต์วันตรุษจีน
ขอสุขสันต์เริงรื่นวันตรุษจีน ขอชาวจีนชาวไทยสุขถวิล
ขอสังคมสลบสุขพูนทรัพย์สิน สิ่งร้ายสิ้นสิ่งดีเพิ่มมงคลชัย
ซิน เจีย หยู่ อี่ มีสุขใจ ซินนี้ฮวดใช้ได้ดั่งใจหวัง
ให้กายใจมีพลัง ชื่อเสียงโด่งดังการงานก้าวหน้า
ใส่ชุดแดงมงคลรับปีใหม่ รับอั่งเปาซองใหญ่กันทั่วหน้า
ต่างมีเงินทองใช้ไหลมาเทมา กิจการก้าวหน้าทั้งตระกูล
สังโยชน์ (บาลี: samyojana) คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ
ตอบลบก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่
1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย
4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่
6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง
พระโสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นได้คือ หมดสักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส
พระสกทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 คือ กามราคะและปฏิฆะ ให้เบาบางลงด้วย
พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อต้นได้หมด
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ
อ้างอิง
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม".
พุทธทาสภิกขุ. "ตัวกู-ของกู ฉบับย่อความ". บทที่ 6 วิธีลดอัตตา
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
buddha1-1.gif
ตอบลบมหามาลุงโกฺยวาทสูตร
พุทธพจน์ และ พระสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๓ คลิกขวาเมนู
พระสูตร แสดงธรรมของการปฏิบัติเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ คือ สังโยชน์ ๕ เบื้องต่ำ อันประกอบด้วย สักกายทิฏฐิ๑ วิจิกิจฉา๑ สีลัพพตปรามาส๑ กามราคะ๑ และปฏิฆะหรือพยาบาท๑ ทรงแสดงการปฎิบัติในการละสังโยชน์ ๕ ข้อแรกนี้ด้วยสมถวิปัสสนา ที่ประกอบด้วยสมถกรรมฐานอันเป็นอุบายให้ใจสงบระงับ ที่จักเป็นบาทฐานหรือเป็นกำลังสืบต่อไปในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานในกุศลธรรมต่างๆที่จักยังให้เกิดปัญญา ดังเช่น ที่กล่าวในพระสูตรนี้คือพระไตรลักษณ์ พร้อมคำอธิบายประกอบ พึงโยนิโสมนสิการโดยละเอียดและแยบคาย ก็จะพบแนวทางปฏิบัติอันถูกต้องดีงามในการใช้สมถกรรมฐานร่วมกับการใช้วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดสัมมาญาณ(ปัญญาญาณ)ในการดับทุกข์
มหามาลุงโกฺยวาทสูตร
ทรงโปรดพระมาลุงกยะและพระอานนท์
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
[๑๕๓] ข้าพเจ้า(หมายถึงพระอานนท์เถระ)ได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย.
ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วได้หรือไม่?
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว.
ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วว่าอย่างไร?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว
ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อย่างนี้.
[๑๕๔] ดูกรมาลุงกยบุตร เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้ ที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ แก่ใครหนอ?
ดูกรมาลุงกยบุตร นักบวชพวกอัญญเดียรถีย์จักโต้เถียง ด้วยคำโต้เถียง
อันเปรียบ(เหมือน)ด้วยเด็กนี้ได้ มิใช่หรือว่า แม้แต่ความคิดว่า กายของตน ดังนี้
ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่(แบเบาะอยู่) ก็สักกายทิฏฐิ จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
(หมายความว่า เหล่าอัญญเดียรถีย์ ก็จะโต้ตอบเอาว่า เด็กอ่อนย่อมยังไม่มี ความคิด,ความเห็นว่า กายของตน หรือเป็นตัวตนหรือของตน )
ส่วนสักกายทิฏฐิ อันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตาม(สั่งสมหรือนอนเนื่อง)แก่เด็กนั้น
(แต่พระองค์ท่านทรงชี้ว่า แม้กุมารอ่อนที่แบเบาะยังไม่เกิดความคิด,ความเห็นดังกล่าวขึ้น ก็จริงอยู่ แต่เริ่มเกิดการสั่งสมหรือนอนเนื่องในสันดานเป็นอนุสัย โดยไม่รู้ตัวเพราะอวิชชาได้ นั่นเอง ถ้าพิจารณาจากปฏิจจสมุปบาทธรรม ก็คือการสั่งสมนอนเนื่องซึมซาบย้อมจิตของอาสวะกิเลสนั่นเอง)
แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มี แก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
(ก็เมื่อยังไม่มีความคิดหรือการใช้สัญญา จักรู้ธรรมได้อย่างไร ความสงสัยในธรรมจึงไม่มี)
ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า ศีลทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลาย จักเกิดขึ้น แก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
ส่วนสีลัพพตปรามาสอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า กามทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนยังนอนหงายอยู่
ก็กามฉันทะ ในกามทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
ส่วนกามราคะอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า สัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
ก็ความพยาบาท ในสัตว์ทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
ส่วนพยาบาทอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
ดูกรมาลุงกยบุตร นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์จักโต้เถียง ด้วยคำโต้เถียงอันเปรียบด้วยเด็กอ่อนนี้ได้ มิใช่หรือ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่าน พระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เวลานี้เป็นกาลสมควร ข้าแต่พระสุคต เวลานี้เป็นกาลสมควรที่พระผู้มีพระภาคพึง
ทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ภิกษุ ทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้.
ดูกรอานนท์ ถ้ากระนั้น เธอจงฟัง จงมนสิการให้ดี เราจักกล่าว
ท่านพระอานนท์ทูลรับ พระผู้มีพระภาคว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า.
อุบายเครื่องละสังโยชน์
[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ
ตอบลบไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ
ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ
มีจิตอันสักกายทิฏฐิ กลุ้มรุมแล้ว อันสักกายทิฏฐิครอบงำแล้วอยู่
และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบาย เป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
สักกายทิฏฐินั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้น บรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็น โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
(หมายความว่า สังโยชน์ เป็นของมีกำลังมาก ปุถุชนทุกคนไม่มีกำลังพอที่จะบรรเทาหรือดับ สังโยชน์ นี้ได้เลย)
ปุถุชนนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมแล้ว อันวิจิกิจฉาครอบงำแล้วอยู่
และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ ตามความเป็นจริง
วิจิกิจฉา นั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็น โอรัมภาคิยสังโยชน์.
ปุถุชนนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมแล้ว อันสีลัพพตปรามาส ครอบงำแล้วอยู่
และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสีย ได้ตามความเป็นจริง
สีลัพพตปรามาส นั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้วชื่อว่าเป็น โอรัมภาคิยสังโยชน์
ปุถุชนนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว อันกามราคะครอบงำแล้วอยู่
และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
กามราคะ นั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์.
ปุถุชน นั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมแล้ว อันพยาบาทครอบงำแล้วอยู่
และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
พยาบาท นั้นก็เป็นของมีกำลัง อัน ปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์.
ดูกรอานนท์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะ เป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะดีแล้ว
ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษดีแล้ว
มีจิตอัน สักกายทิฏฐิกลุ้มรุมไม่ได้ อันสักกายทิฏฐิครอบงำไม่ได้อยู่
และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
สักกายทิฏฐิพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(โยนิโสมนสิการ โดยแยบคายว่า มีเกิดขึ้นบ้าง เป็นธรรมดา แต่รู้วิธีกำจัดเสียจนไม่เป็นอนุสัยอันนอนเนื่อง)
อริยสาวกนั้นมีจิตอัน วิจิกิจฉา กลุ้มรุมไม่ได้ อันวิจิกิจฉาครอบงำไม่ได้อยู่
และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
วิจิกิจฉาพร้อม ทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
อริยสาวกนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมไม่ได้ อัน สีลัพพตปรามาสย่อมครอบงำไม่ได้อยู่
และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็น เครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
สีลัพพตปรามาสพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
อริยสาวกนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมไม่ได้ อันกามราคะครอบงำไม่ได้อยู่
และเมื่อ กามราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
กามราคะพร้อมทั้ง อนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
อริยสาวกนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมไม่ได้ อันพยาบาท ครอบงำไม่ได้อยู่
และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความ เป็นจริง
พยาบาทพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้.
มัคคปฏิปทาเครื่องละสังโยชน์
[๑๕๖] ดูกรอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมัคคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
ตอบลบแล้วจักรู้ จักเห็น หรือจักละ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่า ไม่ถากเปลือก ไม่ถากกะพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้น มีแก่น
แล้วจักถากแก่นนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด
ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมัคคปฏิปทา ที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว
จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ก็ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น.
ดูกรอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมัคคปฏิปทาอันเป็นไป เพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว
จักรู้ จักเห็น และจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นั้นได้ เป็น ฐานะที่จะมีได้.
ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่า ถากเปลือก ถากกะพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้น มีแก่น แล้วจึงถากแก่นนั้น
เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมัคคปฏิปทา อันเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว
จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น.
ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคาน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้
ครั้งนั้น บุรุษผู้มีกำลังน้อย พึงมาด้วย หวังว่า เราจักว่ายตัดขวาง กระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี
ดังนี้เขาจะไม่อาจว่าย ตัดขวางกระแสน้ำ แห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด
เมื่อธรรมอันผู้แสดงๆ อยู่แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง เพื่อดับความเห็นว่า กายของตน
จิตของผู้นั้นไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่มั่นคง ไม่พ้น ฉันนั้น เหมือนกัน.
บุรุษผู้มีกำลังน้อยนั้น ฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.
ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา น้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้
ครั้งนั้นบุรุษมีกำลัง พึงมาด้วย หวังว่า เราจักว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ ไปให้ถึงโดยสวัสดี
ดังนี้ เขาอาจจะ ว่ายตัดขวางกระแสแห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด
ดูกรอานนท์ เมื่อธรรม อันผู้แสดงๆ อยู่แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเพื่อดับความเห็นว่า กายของตน
จิตของตน จิตของผู้นั้นแล่นไป เลื่อมใส มั่นคง พ้น ฉันนั้นเหมือนกันแล.
บุรุษมีกำลังนั้นฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้น เหมือนกัน.
(อนึ่งพึงทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ด้วยเหตุดังนี้ จึงต้องปฏิบัติให้บุรุษนั้นหรือจิตนั้น มีกำลังเสียก่อนด้วยสมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน)
ดังความในพระสูตรที่แสดงในลำดับต่อไป แต่พึงพิจารณาโดยแยบคายในพระสูตรด้วย มิใช่สนใจแต่ในหัวข้อว่ากล่าวถึงแต่ รูปฌาน และอรูปฌาน หรือสมถกรรมฐาน แต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องพรั่งพร้อมด้วยการเจริญวิปัสสนาหรือวิปัสสนากรรมฐานเป็นสำคัญ หรือที่เรียกรวมกันว่าสมถวิปัสสนา หรือการปฏิบัติดังนี้
๑. เจริญสมถกรรมฐานหรือฌานสมาธิ ก็เพื่อให้กายใจสงบระงับ อันย่อมเป็นกำลังของจิต ในการดำเนินไปในข้อ ๒
๒. การยกธรรมขึ้นมาพิจารณา เพื่อเจริญปัญญาหรือก็คือการวิปัสสนา ก็เพื่อให้เห็นธรรม หรือความจริงของธรรมหรือธรรมชาติ ก็ล้วนเพื่อให้เกิดนิพพิทาญาณ ความหน่ายจากการรู้ธรรมหรือความจริงยิ่ง จึงย่อมคลายกำหนัดหรือตัณหานั่นเอง อันจำเป็นยิ่ง ดังเช่น ในพระสูตรนี้ก็กล่าวถึง พระไตรลักษณ์
๓. แล้วยังต้อง น้อมนำเพื่อการปล่อยวาง เพื่อความสละคืน ฯ หรือวิราคะ เพื่อนิพพานอันบรมสุข(อุปสมานุสติ)
ถ้าขาดวิปัสสนากรรมฐานในข้อ ๒ และ ๓ เสีย ก็เป็นเพียงสมถสมาธิหรือฌานสมาธิธรรมดาที่มีกันโดยทั่วไป แม้ในอัญญเดียรถีย์อื่น
ซึ่งย่อมไม่สามารถละ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้เลย
ถ้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานดังข้อ ๒ และ ๓ ข้างต้น จึงจักเป็นการใช้กำลังของจิตที่เกิดขึ้นจากสมถสมาธินั้น อย่างเป็นไปถูกต้องแนวทางในพระศาสนา
จึงมิได้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน ความสุข ความสงบ ฯ. แต่ฝ่ายเดียว หรือเพื่อประโยชน์อื่นๆทางโลก
การปฏิบัติเพื่อให้บุรุษหรือจิตนั้นมีกำลัง จึงเป็นไปดังธรรม ที่จักแสดงในลำดับต่อไป
ซึ่งสามารถเลือกปฏิบัติสมถกรรมฐานหรือสมถสมาธิในขั้นหนึ่งขั้นใดก็ได้ ตามกำลังอินทรีย์แห่งตน อันเมื่อปฏิบัติด้วยความเพียรอย่างถูกต้อง ล้วนยังให้เกิดผลเช่นกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จึงไม่จำเป็นต้องเจริญฌานสมาธิ จนถึงขั้นประณีตสูงสุดเสียก่อน แล้วจึงปฏิบัติวิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน)
อนึ่ง นักปฏิบัติที่ไม่โยนิโสมนสิการหรือพิจารณาโดยละเอียดและโดยแยบคาย เมื่ออ่านพระสูตรแล้ว มักเข้าใจไปเอาเองโดยไม่รู้ตัวว่า ปฏิบัติในสมถกรรมฐานคือฌานสมาธิแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น จึงมุ่งปฏิบัติแต่สมถกรรมฐานคือฌานสมาธิในรูปฌานหรืออรูปฌานดังที่จักแสดงในลำดับต่อไป โดยขาดวิปัสสนากรรมฐาน โดยไม่รู้ตัวหรือด้วยอวิชชา จึงย่อมไม่บังเกิดผล และก่อทุกข์โทษภัยอีกด้วยโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชาอีกนั่นแล
สมถกรรมฐานขั้นใด จำเป็นในการปฏิบัติกรรมฐาน ประกอบการพิจารณา
รูปฌาน ๔
[๑๕๗] ดูกรอานนท์ มัคคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉน?
ตอบลบดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เพราะอุปธิวิเวก
เพราะละกุศลธรรม(อีกด้วย)ได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
(ปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา[วิเวก] แล้วในปฐมฌานนั่นละ
เพราะวิตก วิจารยังมีอยู่ กล่าวคือ มีสติที่คิดพิจารณาหรือวิปัสสนาได้นั่นเอง ให้เธอ)พิจารณา(ให้เข้าใจ)เห็นธรรมทั้งหลาย คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในกาย ในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง
(หมายถึง พิจารณาในขณะอยู่ในสมาบัติ กล่าวคือ เริ่มการวิปัสสนากรรมฐานในสมาบัตินั้น นั่นเอง)
(ว่า)เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดัง(ถูก)ลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้
(แปร)เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของมิใช่ตัวตน.
เธอย่อมเปลื้องจิต(ปล่อยวาง)จากธรรม(สิ่ง)เหล่านั้น
ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า
ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด
เป็นที่ดับสนิท เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้.
เธอตั้งอยู่ในวิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น
ย่อมบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
(อ่านรายละเอียดโดยแยบคายในไตรลักษณ์ได้ในบท พระไตรลักษณ์ เพื่อนำมาโยนิโสมนสิการประกอบการพิจารณา)
ถ้ายังไม่บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมเป็นโอปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
(กล่าวคือ เกิดโอปปาติกะในภายหน้าขึ้นในขณะจิตหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้บรรลุธรรม คือพระนิพพานในภพนั้นๆนั่นเอง)
เพราะความยินดี ความเพลิดเพลินในธรรมนั้น และเพราะสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้ง ๕
ดูกรอานนท์ มรรคแม้นี้แล ปฏิปทาแม้นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕.
ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่.
(ทุติยฌาน ประกอบด้วยองค์ฌาน ๓ มี ปีติ สุข เอกัคคตา)
(ข้อสังเกตุ ตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไป ไม่สามารถวิปัสสนาได้โดยตรง เพราะวิตก วิจาร สิ้นไปแล้ว (ดังทุติยฌาน นี้ประกอบด้วยองค์ฌาน ๓ องค์อันมี ปีติ สุข เอกัคคตา เพราะวิตก วิจารได้ดับไปแล้ว) ดังนั้นเมื่อถอนออกจากฌานตั้งแต่ทุติยฌานไปแล้ว กล่าวคือ มีวิตก วิจาร หรือความคิดนึกกลับคืนมาแล้ว อันย่อมพรั่งพร้อมด้วยกำลังจิตอันดีเลิศอันเกิดแต่การเสวยองค์ฌานต่างๆ เช่น ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา และเนื่องด้วยเป็นของมีกำลังมากจึงต้องนำไปใช้ให้ถูกทาง จึงต้องดำเนินการวิปัสสนาต่อเนื่องไป ถ้าไม่นำไปใช้ในการวิปัสสนาก็จะทำให้กำลังที่เกิดขึ้นนั้น ส่งผลให้เกิดอาการจิตเก่ง,จิตกล้า ซึ่งเป็นการสร้างทุกข์เป็นที่สุดโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา และยังร่วมด้วยการเกิดการติดเพลินแต่ในเหล่าความสงบ ความสุขที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์ฌาน จนไปแช่นิ่งอยู่ภายในจนเป็นทุกข์อย่างยิ่งในที่สุดอีกด้วย)
ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุข ด้วยนามกาย
เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข.
(ตติยฌาน ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ มี สุข เอกัคคตา)
ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.
(จตุตถฌาน ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ มี เอกัคคตาจิตแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ จิตเมื่อไม่ส่งส่ายไปผัสสะในสิ่งใดๆอีกเนื่องจากเอกัคคตาจิตเป็นหนึ่งเดียว จึงเกิดอุเบกขาความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารต่างๆขึ้นร่วมด้วยอย่างสมบูรณ์เช่นกัน)
เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในภายในสมาบัตินั้น ฯลฯ เพื่อละสังโยชน์
อรูปฌาน
[๑๕๘] ดูกรอานนท์ ภิกษุบรรลุ อากาสานัญจายตนฌาน ด้วยบริกรรมว่า อากาศ ไม่มีที่สุด
ตอบลบเพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในฌานนั้นโดยความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดัง(ถูก)ลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้
(แปร)เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่มีตัวตน.
เธอให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้นแล้ว
ย่อมน้อมจิตเข้าหาธาตุอันเป็นอมตะว่า นั้นมีอยู่ นั่นประณีต คือสงบสังขารทั้งปวง
สละคืนอุปธิทั้งปวง สิ้นตัณหา ปราศจากราคะ ดับสนิท นิพพาน
เธอตั้งอยู่ในฌานนั้น ย่อมบรรลุการสิ้น ถ้าไม่บรรลุ จะเป็นโอปปาติกะ
(สิ้นสังโยชน์ทั้ง ๕ หมายถึง พระอนาคามี)
ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
ด้วยความเพลิดเพลินในธรรมนั้น ด้วยความยินดีในธรรมนั้นแล
ดูกรอานนท์ มรรคแม้นี้ ปฏิปทานี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
ดูกรอานนท์ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
บรรลุวิญญานัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่.
เธอพิจารณาธรรมเหล่านั้น คือเวทนา ซึ่งมีอยู่ในฌานนั้น ฯลฯ เพื่อละสังโยชน์.
อานนท์ ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุก้าวล่วง วิญญานัญจายตนะ
บรรลุอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า หน่อยหนึ่งย่อมไม่มีอยู่.
เธอพิจารณา เห็นธรรมเหล่านั้น คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ซึ่งมีอยู่ในอรูปฌานนั้น โดยความ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่น
เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า ไม่มีตัวตน.
เธอให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้น เธอ รั้นให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้นแล้ว
ย่อมน้อมจิตเข้าหาธรรมธาตุอันเป็นอมตะว่า นั่นมีอยู่ นั่นประณีต คือการสงบสังขารทั้งปวง
การสละคืนอุปธิทั้งปวง ตัณหักขยะ วิราคะ นิโรธ นิพพาน ดังนี้.
เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนะนั้น ย่อมถึงการสิ้นอาสวะ ถ้าไม่ถึงการสิ้นอาสวะ จะเป็นโอปปาติกะปรินิพพานในที่นั้น
มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
เพราะความเพลิดเพลินในธรรม เพราะความยินดีในธรรมนั้นนั่นแล.
ดูกรอานนท์ มรรคปฏิปทานี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
[๑๕๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ามรรคนี้ ปฏิปทานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
เมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร ภิกษุบางพวกในพระศาสนานี้ จึงเป็นเจโตวิมุติ บางพวกเป็นปัญญาวิมุติเล่า.
ดูกรอานนท์ ในเรื่องนี้ เรากล่าวความต่างกันแห่งอินทรีย์ ของภิกษุเหล่านั้น.
(อินทรย์ ๕ ในความหมายที่ตรงกับ พละ ๕ คือ ศรัทธา๑ วิริยะ๑ สติ๑ สมาธิ๑ ปัญญา๑ หรือก็คือจริตในการปฏิบัติเป็นข้อที่ทำให้เกิดการละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แบบเจโตวิมุตติ หรือปัญญาวิมุตติ การละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ หรือเฉพาะสังโยชน์ ๕ ข้อแรก จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นทั้งจากสัมมาฌาน และสัมมาญาณ(ปัญญา)ที่เกิดขึ้นแต่การประกอบการวิปัสสนาเป็นสำคัญ เพียงแต่อาจเน้นหนักไปในด้านใด ฌานสมาธิล้วนๆไม่อาจยังให้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ได้ (ได้แค่เจโตวิมุตติที่ยังกลับกลายได้) และในที่สุดแล้วสัมมาฌานหรือฌานชอบหรือสมาธิชอบ ที่หมายถึง สมถะสมาธิที่ปฏิบัติอย่างถูกต้องพร้อมการเจริญวิปัสสนาเหล่านี้ ที่เป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่ง อันจักยังให้สิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องปล่อยวางหรือละวางในเหล่าความสุข ความสงบ ฯ อันเกิดจากสัมมาฌานเหล่านั้นลงไป เพราะสุขสงบเหล่านี้นี่เองที่ยังให้เกิดรูปราคะในรูปฌาณ และอรูปราคะจากอรูปฌานติดตามหรือสั่งสมมาด้วยเป็นธรรมดา พระอง์ท่านจึงจัดอยู่ในสังโยชน์ข้อที่ ๖ และ ๗ อันเป็น สังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕)ได้แก่ กิเลสผูกใจสัตว์อย่างละเอียด มี ๕ คือ ๖.รูปราคะ ๗.อรูปราคะ ๘.มานะ ๙.อุทธัจจะ ๑๐.อวิชชา อันพึงต้องละด้วยปัญญาหรือสัมมาญาณเป็นสำคัญ หรือปัญญาวิมุตติเป็นที่สุดเท่านั้นนั่นเอง อ่านรายละเอียดของสังโยชน์ได้ในบท สังโยชน์ )
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจยินดีชื่นชมพระภาษิต ของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ มหามาลุงโกฺยวาทสูตร ที่ ๔.
อลคัททูปมสูตรที่ ๒
ผลแห่งการละกิเลส
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๓
[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ (จึง)เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระ ปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสัญโญชน์(สังโยชน์)ใน ภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป.
ตอบลบดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ (จึง)เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยาย แล้ว ภิกษุเหล่าใดละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น(หมายถึง พระอนาคามี)ทั้งหมดเป็น โอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ (จึง)เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะโทสะและโมหะบางเบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็น พระสกทาคามี มาสู่โลกนี้(หรือถ้าไม่สิ้น ก็เกิดมรรคสมังคีอีก)คราวเดียวเท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน ธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ (จึง)เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรา กล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ (จึง)เป็นของตื้นเปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ (จึง)เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์(โลกิยวิมุตติ) เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ อลคัททูปมสูตรที่ ๒
พุทธพจน์
ตอบลบเราตถาคต จึงบัญญัติความเพิกถอน
ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
ในปัจจุบัน
(จูฬมาลุงโกยวาทสูตร)
(พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๓ ในข้อที่ ๑๕๑)
ข้อคิด แนวทางปฏิบัติ
หลักปฏิบัติ สมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน)
- หยุดคิดหยุดนึกทั้งปวง มีแต่สติหรือจิตตั้งมั่นอยู่แต่ในอารมณ์ อันมีกำลังยิ่ง
หลักปฏิบัติ วิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน)
- หยุดแต่การคิดนึกปรุงแต่ง มีสติหรือจิตอยู่กับการคิดพิจารณา(ใช้ปัญญา)ในเหล่าธรรมอันเป็นกุศล อันยังปัญญายิ่ง
หลักปฎิบัติ สมถวิปัสสนา
- เมื่อปฏิบัติสมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน)เป็นกำลังแล้ว ให้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน) จึงยังทั้งกำลังและปัญญา อันยิ่งขึ้นๆไปอีก
พนมพร
สังโยชน์
Thailand Web Stat
hit counter
http://nkgen.com/430.htm
มีบางท่านเที่ยวถามคนอื่นและผมว่า เด็กมีสังโยชน์หรือไม่? เชิญครับเชิญ ^_6
ตอบลบอันนี้ผมเข้าใจผิดเองครับ
ต้องกราบขอประทานโทษทุกท่านในความโง่เขลาเข้าใจผิดผม รู้สึกพระสูตรนี้ได้มีการนำมา
พูดคุยที่กระทู้นี้แล้ว http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9784958/Y9784958.html
ผมต้องขออภัยทุกๆท่านในความไม่ถ้วนถี่ ขอบคุณ คุณศิรัสพล และศิษย์พระป่ามาในโอกาสนี้
พร้อมขอรับคำติเตียนนี้ครับ ความคิดเห็นที่ 5
ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นดังต่อไปนี้
ถามว่า "เด็กเกิดใหม่มีสังโยชน์หรือไม่" ?
ตอบ : พระสูตรดังกล่าวพระพุทธเจ้าตรัสไว้ บางทีหากไม่ศึกษาทำความเข้าใจให้ดี หรือถึงแม้ศึกษาทำความเข้าใจให้ดีก็อาจจะเข้าใจผิดได้ เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยเรื่องอื่นๆ ประกอบ เช่น ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น ทีนี้ย่อมจะไปเข้าใจว่าเด็กเกิดใหม่ไม่มีสังโยชน์ได้
พระสูตรข้างต้นหากเราศึกษาให้ดีๆ จะแบ่งเนื้อความออกเป็นหลายช่วง ได้แก่
ช่วงที่ 1 พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกภิกษุ และถามมาลุงกยบุตรว่ารู้จักและจำเรื่องสังโยชน์เบื้องต่ำได้หรือไม่? ซึ่งมาลุงกยบุตรก็ได้ทูลตอบพระพุทธเจ้าว่าจำได้ และบอกว่ามีอะไรบ้าง
ช่วงที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงถามเพิ่มเติมแบบไม่ทรงรอคำตอบว่า มาลุงกยบุตรจำเรื่องสังโยชน์เบื้องต้นนี้ได้จากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงไปโปรดแก่ใครหนอ แล้วจากนั้นไม่ทรงรอคำตอบ แต่ได้ทรงแสดงธรรมโดยเริ่มที่เหตุการณ์ถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องสังโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่พวกนักบวช และเดียรถีย์ต่างๆ ในประเด็นที่ว่า สังโยชน์ต่างๆ แต่ละอย่างนั้น หาได้มีอยู่ในเด็กทารกที่นอนหงายอยู่หรือไม่ ซึ่งฝ่ายหนึ่งได้บอกว่าไม่มีสังโยชน์(ใหม่) เพราะเด็กยังไม่รู้ความว่าสิ่งใดคืออะไรเลย มีแต่สังโยชน์เก่าอันสะสมเป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่เท่านั้น เช่น
"แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มี แก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น"
ช่วงที่ 3 พระพุทธเจ้าทรงเฉลยให้รู้ว่าประเด็นถกเถียงดังกล่าวของเหล่านักบวช และเดียรถีย์นี้ แท้จริงเป็นอย่างไร ทรงตรัสให้รู้ว่า ปุถุชนใดก็ตาม (ทารกหากเป็นปุถชนก็ย่อมเข้าในหลักที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้) หากยังไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีจิตที่ถูกสังโยชน์ครอบงำ หรือย่อมเกิดสังโยชน์ขึ้นได้ และเมื่อเกิดสังโยชน์แล้วย่อมไม่รู้อุบายที่จะสลัดหรือกำจัดสังโยชน์นั้นๆ ตามเป็นจริงได้ กล่าวง่ายๆ ว่า หากเป็นปุถุชนไม่ใช่อริยบุคคลเมื่อเกิดขึ้นมาย่อมมีสังโยชน์เกิดขึ้นติดตามมาด้วยเสมอในทันที และในทุกครั้งที่เกิดผัสสะใดๆ ขึ้นจะรู้ความหรือไม่รู้ความ เรียกชื่อได้หรือไม่ สภาวธรรมแห่งสังโยชน์ย่อมจะดำเนินไปตามกระบวนการรับรู้ และกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์เสมอโดยอัตโนมัติ
นอกเหนือไปจากนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงเน้นย้ำไปอีกว่า หากไม่รู้จัก และไม่อาศัยมัคคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้วจักรู้ จักเห็น หรือจักละ หรือทำไม่ให้เกิดขึ้นย่อมไม่สามารถจะเป็นไปได้ ทั้งนี้ย่อมจะต้องอาศัยรูปฌาน และอรูปฌาน เพื่อเข้าไปเจริญวิปัสสนาขันธ์ห้าโดยประการต่างๆ ถึงจะสามารถละสังโยชน์ไม่ให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากเด็กทารกเป็นปุถุชน ไม่ได้เป็นเด็กทารกอริยบุคคลที่เคยผ่านการเจริญสมาธิจนกระทั่งได้รูปฌานหรืออรูปฌานและเจริญวิปัสสนาจนกระทั่งบรรลุอริยบุคคลมาก่อนแล้ว เมื่อเขาเกิดมาในทันใดย่อมจะมีสังโยชน์เกิดขึ้นได้ในทุกครั้งที่เกิดผัสสะ มีการดูดนมจากแม่ หรือตอนร้องไห้เป็นต้น ว่ามีเรา เป็นเรากำลังดูดนม มีเรา เป็นเราร้องไห้ มีนมของเราให้ดูดอยู่ แม้ว่าจะยังไม่รู้จักคำว่า เรา ว่าอะไรเป็น เรา ว่าอะไรเป็น นม ก็ตาม
สอดคล้องกับอรรถกถาจารย์ที่กล่าวเอาไว้ดังนี้ว่า
"ภิกษุกำลังเสวยเวทนาที่เป็นสุข ทางกายก็ดี ทางใจก็ดี ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา. จะวินิจฉัยในคำนั้น แม้เด็กทารกที่ยังนอนหงาย เมื่อเสวยสุขในคราวดื่มน้ำนมเป็นต้น ก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนา..."
ที่มา : http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=273&p=3
ลองพิจารณาดูนะครับ ว่าที่อธิบายไปเป็นจริงหรือไม่อย่างไร
ขอให้เจริญในธรรม
จากคุณ : ศิรัสพล [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 00:51:13
ความคิดเห็นที่ 6
ตอบลบ...ทำไมอ่านแล้วตีความกันไม่เป็น .. ??
... พระสูตรที่ยกมาในกระทู้ตั้ง นั่น เป็นลักษณะสังกรประโยคซ่อนสังกรประโยค ต้องอ่านให้ดีๆ ตีความให้เป็น ไม่งั้นก็เข้าใจผิดดังที่เห็น... ลองอ่านดูทบทวนหลายๆเที่ยว แล้วฝึกตีความให้แตกว่า ท่านหมายถึงอะไร...
... ความหมายของข้อความในพระสูตรที่ยกมานั้น คือ... พระพุทธเจ้า ทรงเล่าถึงเรื่องที่พวกอัญญเดียรถีย์ ที่พวกนั้นชอบอ้างว่า เด็กๆทารกทั้งหลาย ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วพวกเด็กทารกจะมีอนุสัยได้ไฉนกัน ? .... คือ พวกเดียรถีย์หมายถึงว่า เด็กๆทารกย่อมไม่มีอนุสัยใดๆเกิดขึ้นในใจ เพราะความที่ยังไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ..
... ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้าตรัสเองว่า เด็กทารกยังไม่มีอนุสัยเกิดขึ้น ... พระพุทธเจ้าแค่เอาคำอ้างของพวกอัญญเดีรถีย์มาเล่าให้พระมาลุงกยบุตรฟัง ไม่ใช่หมายถึงพระองค์หมายถึงแบบนั้นเอง...
..สรุปคือ พวกอัญญเดียรถีย์ อ้างว่า ทารกย่อมยังไม่มีอนุสัยเกิดขึ้น...
(( เฮ้ออ..!! แค่อ่านลักษณะประโยคซับซัอนหน่อย ก็ตีความกันมั่วซั่ว เลอะเทอะ ซะแล้ว.....แล้วยังงี้จะไปเข้าใจธรรมะอะไรก๊านนนน ?? ))
จากคุณ : ศิษย์พระป่า
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 01:43:01
ความคิดเห็นที่ 7
ผมอาราธนาหลวงปู่มั่นท่านมาตอบแทนแล้วนะครับ ^_^
จากคุณ : ประมุขพรรคบัวขาว
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 02:43:08
ความคิดเห็นที่ 8
...อ้าวว..แหล่วว กัน..ไหงไปเปลี่ยนเนื้อความในกระทู้ตั้้งหมดเลย ??? ข้อความที่เราตอบไปก็ไม่สอดคล้องนะซี ... ที่จริงไม่ควรเปลี่ยน เพราะจะเป็นตัวอย่างของการอ่านพระสูตรแล้วเกิดตีความผิด เข้าใจผิด ซึ่งมีพระสูตรมากมายมีเนื้อความซับซ้อนแบบนี้ ใครอ่านเผินๆ ไม่ไตรตรองให้ลึกซึ้ง มักจะตีความผิดได้ง่าย ..
..คราวหน้าคราวหลังต่อไป ถ้าอ่านพระสูตรที่มีเนื้อความซับซ้อน มีสังกรประโยคซ้อนๆกันหลายๆชั้นแบบนั้น ควรอ่านหลายๆรอบ อย่าเพิ่งด่วนสุ่มสี่สุ่มห้าตีความง่ายๆ หรือไม่งั้นควรไปอ่านอรรถกถาของพระสูตรนั้นเพิ่มเติม จะได้เข้าใจได้ตรงทาง
-----------------------
ข้อความการโต้ตอบของหลวงปู่มั่นกับเจ้าคุณธรรมเจดีย์ที่ยกมาอ้างข้างบนแบบนั้น ไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งเห็น สงสัยว่าใครไปแอบอ้างแต่งเอาเอง แล้วเอาไปยัดใส่ปากครูบาอาจารย์ทั้งสองหรือเปล่า ? สมัยก่อนๆ มีแต่มุตโตทัย เท่านั้น ที่บันทึกคำสอนของหลวงปู่มั่น ... มาในยุคหลังๆนี้ มีอะไรๆเพิ่มมาอีกมากมายว่าเป็นบันทึกคำสอนของหลวงปู่มั่น ไม่ทราบใครไปแต่งเพิ่มเติมเอาเอง แล้วไปอ้างใส่หลวงปู่มั่น... ยุคนี้ มีอะไรแปลกๆมากมาย ทำกันได้อย่างไม่ละอาย อ้างกันมั่วซั่วจริงๆ ..
เพราะข้อความที่โต้ตอบนั้น ผิดหลักอภิธรรมมากมาย และไม่น่าที่จะมีการโต้ตอบกันในลักษระนั้น ซึ่งเป็นรูปแบบของปริยัติมากกว่าการปฏิบัติ
ที่จริง อนุสัยกิเลส ก็คือ สังโชน์ ๑๐ นั่นเอง จะว่าไม่ใช่ได้ไงกัน??
เพราะกิเลส แบ่งเป็น ๓ ชั้น
๑. กิเลสชั้นหยาบสุด นอกสุด เรียกว่า วีติกกมะ ได้แก่การผิดศีล ๕ หรือ ผิด กศลกรรมบถ ๑๐ แก้ได้ด้วยการรักษาศีล ๕ และประกอบกุศลกรรมบถ ๑๐
๒. กิเลสชั้นกลาง เรียกว่า ปริยุฏฐาน ได้แก่ นิวรณ์ ๕ และ อุปกิเลส ๑๖ แก้ได้ด้วยสมาธิหรือฌาน
๓. กิเลสชั้นในสุดแก้ยากที่สุด เรียกว่า อนุสัย ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ แก้ได้ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
เจ้าคุณธรรมเจดีย์คงไม่ตั้งคำถามผิดแบบง่ายๆแบบนั้น และหลวงปู่มั่นก็คงไม่ตอบผิดแบบง่ายๆแบบนั้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญซะด้วย
จากคุณ : ศิษย์พระป่า
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 08:26:14
ความคิดเห็นที่ 9
ตอบลบแก้ไขเมื่อ 10 ต.ค. 53 09:56:55
จากคุณ : ไข่น้อย
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 09:50:15
ความคิดเห็นที่ 10
เอามาให้อ่าน
ที่มา http://www.nkgen.com/430.htm
[๑๕๓] ข้าพเจ้า(หมายถึงพระอานนท์เถระ)ได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย.
ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วได้หรือไม่?
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว.
ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วว่าอย่างไร?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว
ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อย่างนี้.
[๑๕๔] ดูกรมาลุงกยบุตร เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้ ที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ แก่ใครหนอ?
ดูกรมาลุงกยบุตร นักบวชพวกอัญญเดียรถีย์จักโต้เถียง ด้วยคำโต้เถียง
อันเปรียบ(เหมือน)ด้วยเด็กนี้ได้ มิใช่หรือว่า แม้แต่ความคิดว่า กายของตน ดังนี้
ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่(แบเบาะอยู่) ก็สักกายทิฏฐิ จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
(หมายความว่า เหล่าอัญญเดียรถีย์ ก็จะโต้ตอบเอาว่า เด็กอ่อนย่อมยังไม่มี ความคิด,ความเห็นว่า กายของตน หรือเป็นตัวตนหรือของตน )
ส่วนสักกายทิฏฐิ อันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตาม(สั่งสมหรือนอนเนื่อง)แก่เด็กนั้น
(แต่พระองค์ท่านทรงชี้ว่า แม้กุมารอ่อนที่แบเบาะยังไม่เกิดความคิด,ความเห็นดังกล่าวขึ้น ก็จริงอยู่ แต่เริ่มเกิดการสั่งสมหรือนอนเนื่องในสันดานเป็นอนุสัย โดยไม่รู้ตัวเพราะอวิชชาได้ นั่นเอง ถ้าพิจารณาจากปฏิจจสมุปบาทธรรม ก็คือการสั่งสมนอนเนื่องซึมซาบย้อมจิตของอาสวะกิเลสนั่นเอง)
แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มี แก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
(ก็เมื่อยังไม่มีความคิดหรือการใช้สัญญา จักรู้ธรรมได้อย่างไร ความสงสัยในธรรมจึงไม่มี)
ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า ศีลทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลาย จักเกิดขึ้น แก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
ส่วนสีลัพพตปรามาสอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า กามทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนยังนอนหงายอยู่
ก็กามฉันทะ ในกามทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
ส่วนกามราคะอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า สัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
ก็ความพยาบาท ในสัตว์ทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
ส่วนพยาบาทอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
ดูกรมาลุงกยบุตร นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์จักโต้เถียง ด้วยคำโต้เถียงอันเปรียบด้วยเด็กอ่อนนี้ได้ มิใช่หรือ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่าน พระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เวลานี้เป็นกาลสมควร ข้าแต่พระสุคต เวลานี้เป็นกาลสมควรที่พระผู้มีพระภาคพึง
ทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ภิกษุ ทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้.
ดูกรอานนท์ ถ้ากระนั้น เธอจงฟัง จงมนสิการให้ดี เราจักกล่าว
ท่านพระอานนท์ทูลรับ พระผู้มีพระภาคว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า.
จากคุณ : ไข่น้อย
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 10:10:52
ความคิดเห็นที่ 11
ตอบลบสังโยชน์ ของมันแรง เช่น ความรัก ความอาฆาต ความโกรธ ความโลภ ความโง่ ที่ว่าสังโยชน์ก็เพราะเป็นตัวทำให้ผิดศีล
อนุสัย นิ่มๆ เช่น ชอบ ไม่ชอบ
ที่ว่า สังโยชน์ก็เพราะ ความรักไม่ได้สลัดง่ายๆบางคนกว่าจะรักก็รักยาก
แต่ความชอบพอจะสลัดได้ง่ายเพราะความชอบเกิดง่ายกว่าความรัก
ความอาฆาตไม่ได้สลัดง่ายๆบางคนกว่าจะ....ก็....ยาก
ความโลภ...............
ความโง่ไม่ได้สลัดง่ายๆบางคนกว่าจะ....ก็....ยาก
จากคุณ : aunemaek2 [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 10:31:19
ความคิดเห็นที่ 12
ท่านจอมยุทธ... ด้วยความเคารพ
เลิกเหอะพี่.. เลิกไปเถียงกะเขาเหอะ...
ยิ่งเถียงไป ยิ่งมีพื้นที่ให้ก่อกรรมนะพี่นะ..
ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ก็เป็นเหตุแห่งกรรมนะพี่นะ..
ด้วยความเคารพ และขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ หากล่วงเกิน
จากคุณ : chaosy [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 12:16:59
ความคิดเห็นที่ 13
ได้เลยครับคุณ chaosy ^_^
จากคุณ : ประมุขพรรคบัวขาว
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 13:20:43
ความคิดเห็นที่ 14
อ้างอิง : คุณประมุขพรรคบัวขาว
อันนี้ผมเข้าใจผิดเองครับ
ต้องกราบขอประทานโทษทุกท่านในความโง่เขลาเข้าใจผิดผม รู้สึกพระสูตรนี้ได้มีการนำมาพูดคุยที่กระทู้นี้แล้ว http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9784958/Y9784958.html
ผมต้องขออภัยทุกๆท่านในความไม่ถ้วนถี่ ขอบคุณ คุณศิรัสพล และศิษย์พระป่ามาในโอกาสนี้พร้อมขอรับคำติเตียนนี้ครับ
ไม่เป็นไรหรอกครับคุณประมุขพรรคบัวขาว คนเราเข้าใจผิดกันได้ เพราะบางพระสูตรของพระพุทธเจ้ามีหลายลักษณะ ง่ายบ้าง ยากบ้าง...
ผมเพียงร่วมเสนอแนะ หรือสนทนากับคุณประมุขพรรคบัวขาว อย่างมิตรไมตรีเมตตาซึ่งกันและกันเท่านั้น คงไม่ติเตียนอะไรหรอกครับ เพียงแต่หากคุณประมุขคิดและรู้ว่าผิดพลาด ก็พึงระมัดระวังไม่ให้ผิดอีกก็พอครับ
มีน้อยคนนะครับที่ปฏิบัติธรรมแล้ว หรือในสถานการณ์แบบนี้จะละทิฐิของตน ยอมเปิดเผย รับว่าตนเองผิดอย่างคุณประมุขฯ ครับ
หากห้องศาสนาเป็นแบบนี้กันมากๆ คงจะดีครั
ขอให้เจริญในธรรมครับ
จากคุณ : ศิรัสพล [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 17:24:43
ความคิดเห็นที่ 15
เกิดอะไรขึ้น ? ใครก็ได้เล่าให้ผมฟังที มาอีกทีเห็นความคิดเห็นคุณประมุขพรรคถูกแก้ไขไปหลายรอบมากๆ ถ้าเป็นกระดานดำคงเปรอะไปหมดแล้ว
จากคุณ : The fox in the stock
เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 53 17:58:54
ความคิดเห็นที่ 16
สรุปว่า ท่านประมุขพรรค ท่านฮูฮง
ยอมรับ นะครับว่า เด็กทารกมีสังโยชน์
จากคุณ : bigjinbook [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 11 ต.ค. 53 08:46:01
ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/10/Y9785895/Y9785895.html
การละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ [โอรัมภาคิยสูตร]
ตอบลบพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - 180
โอรัมภาคิยสูตร
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
[๓๔๙] สาวัตถีนิทาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วน
เบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑
สีลัพพตปรามาส ๑ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์
อันเป็นล้วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล.
[๓๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำ หนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อัน
เป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
จบโอรัมภาคิยสูตรที่ ๙
http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=15189
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
ตอบลบ[329] สังโยชน์ 10๑ (กิเลสอันผูกใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล — fetters; bondage)
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ — lower fetters)
1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น — personality-view of individuality)
2. วิจิกิจฉา (ความสงสัย, ความลังเล ไม่แน่ใจ — doubt; uncertainty)
3. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร — adherence to rules and rituals)
4. กามราคะ (ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ — sensual lust)
5. ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง — repulsion; irritation)
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง — higher fetters)
6. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต, ความปรารถนาในรูปภพ — greed for fine-material existence; attachment to realms of form)
7. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม, ความปรารถนาในอรูปภพ — greed for immaterial existence; attachment to formless realms)
8. มานะ (ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ — conceit; pride)
9. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน — restlessness; distraction)
10. อวิชชา (ความไม่รู้จริง, ความหลง — ignorance)
สังโยชน์ 10 ในหมวดนี้ เป็นแนวพระสูตร หรือ สุตตันตนัย แต่ในบาลีแห่งพระสูตรนั้นๆ มีแปลกจากที่นี้เล็กน้อย คือ ข้อ 4 เป็น กามฉันท์ (ความพอใจในกาม — desire) ข้อ 5 เป็น พยาบาท (ความขัดเคือง, ความคิดร้าย — illwill) ใจความเหมือนกัน
ลำดับการละสังโยชน์ 10 นี้ ให้ดู [164] มรรค 4.
S.V.61;
A.V.13;
Vbh.377 สํ.ม. 19/349/90;
องฺ.ทสก. 24/13/18;
อภิ.วิ. 35/976-977/509.
[330] สังโยชน์ 10๒ (ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ — fetters; bondage)
1. กามราคะ
2. ปฏิฆะ
3. มานะ
4. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด — false views)
5. วิจิกิจฉา
6. สีลัพพตปรามาส
7. ภวราคะ (ความติดใจปรารถนาในภพ — greed for existence)
8. อิสสา (ความริษยา — envy; jealousy)
9. มัจฉริยะ (ความตระหนี่ — meanness; stinginess)
10. อวิชชา
สังโยชน์ 10 ในหมวดนี้ เป็นแนวพระอภิธรรม หรือ อภิธรรมนัย ได้แสดงความหมายไว้เฉพาะข้อที่ต่างจากหมวดก่อน
Vbh.391. อภิ.วิ. 35/1029/528
[331] สัญญา 10 (ความกำหนดหมาย, แนวความคิดความเข้าใจ สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน — perception; contemplation; ideas as objects of meditation)
1. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร — contemplation on impermanency)
2. อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง -- contemplation on impersonality)
3. อสุภสัญญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย — contemplation on foulness or loathsomeness)
4. อาทีนวสัญญา (กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ — contemplation on the disadvantages of the body)
5. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย -- contemplation on abandonment or overcoming)
6. วิราคสัญญา (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต — contemplation on detachment)
7. นิโรธสัญญา (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต — contemplation on cessation)
8. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง — contemplation on the non-delightfulness of the whole world)
9. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา (กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง — contemplation on the non-pleasantness of the whole world)
10. อานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก — mindfulness of in- and out-breathing)
D.III.291;
A.V.109. ที.ปา. 11/473/340;
องฺ.ทสก. 24/60/116
[328] วิปัสสนูปกิเลส 10 (อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา, ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา หรือวิปัสสนาอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ — im-perfection or defilements of insight)
ตอบลบ1. โอภาส (แสงสว่าง — illumination; luminous aura)
2. ญาณ (ความหยั่งรู้ — knowledge)
3. ปีติ (ความอิ่มใจ — rapture; unprecedented joy)
4. ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น — tranquillity)
5. สุข (ความสุขสบายใจ — bliss; pleasure)
6. อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ, ศรัทธาแก่กล้า, ความปลงใจ — favor; resolution; determination)
7. ปัคคาหะ (ความเพียรที่พอดี — exertion; strenuousness)
8. อุปัฏฐาน (สติแก่กล้า, สติชัด — established mindfulness)
9. อุเบกขา (ความมีจิตเป็นกลาง — equanimity)
10. นิกันติ (ความพอใจ, ติดใจ — delight)
ดู [285] วิสุทธิ 7 โดยเฉพาะข้อ 5 คือ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
Vism.633. วิสุทฺธิ. 3/267.
[327] วัตถุประสงค์ในการบัญญัติวินัย 10 (เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภหรือประโยชน์ที่ทรงประสงค์ ในการทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสงฆ์สาวก — reasons for laying down the course of training for monks; purposes of monastic legislation)
ก. ว่าด้วยประโยชน์แก่สงฆ์หรือส่วนรวม
1. สงฺฆสุฏฺฐุตาย (เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ คือ เพื่อความเรียบร้อยดีงามแห่งสงฆ์ ซึ่งได้ทรงชี้แจงให้มองเห็นคุณโทษแห่งความประพฤตินั้นๆ ชัดเจนแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นไว้โดยความเห็นร่วมกัน — for the comfort of the excellence of the unanimous Order)
2. สงฺฆผาสุตาย (เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ — for the comfort of the Order)
ข. ว่าด้วยประโยชน์แก่บุคคล
3. ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย (เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก คือ เพื่อกำราบคนผู้ด้าน ประพฤติทราม — for the control of shameless persons)
4. เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย (เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม — for the living in comfort of well-behaved monks)
ค. ว่าด้วยประโยชน์แก่ความบริสุทธิ์ หรือแก่ชีวิต ทั้งทางกายและทางใจ
5. ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย (เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน คือ เพื่อระงับปิดทางความเสื่อมเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่จะมีในปัจจุบัน — for the restraint of the cankers in the present; for the prevention of temporal decay and troubles)
6. สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย (เพื่อบำบัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต คือ เพื่อแก้ไขมิให้เกิดความเสื่อมเสีย ความทุกข์ความเดือดร้อน ที่จะมีมาในภายหน้าหรือภพหน้า -- for warding off the cankers in the hereafter; for protection against spiritual decay and troubles)
ง. ว่าด้วยประโยชน์แก่ประชาชน
7. อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย (เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส — for the confidence of those who have not yet gained confidence)
8. ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย (เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว — for the increase of the confidence of the confident)
จ. ว่าด้วยประโยชน์แก่พระศาสนา
9. สทฺธมฺมฏฺฐิติยา (เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม — for the lastingness of the true doctrine)
10. วินยานุคฺคหาย (เพื่ออนุเคราะห์วินัย คือ ทำให้มีบทบัญญัติสำหรับใช้เป็นหลักเกณฑ์จัดระเบียบของหมู่ สนับสนุนความมีวินัยให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น — for the support of the discipline)
Vin.III.20;
A.V.70. วินย. 1/20/37;
องฺ.ทสก. 24/31/74.
[***] วิปัสสนาญาณ 10 ดู [311] วิปัสสนาญาณ 9.
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=329
สาระดี มีแนวแนะนำหนอ
ตอบลบ