หลักพิจารณาก่อนเชื่อ
ตัวอย่างการนำหลักพิจารณามาใช้ในทางปฏิบัติ
+ ทิฏฐิที่จะตรวจสอบ
+ การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน
+ การตรวจสอบทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก
หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ
หลักพิจารณาก่อนเชื่อ
ความเชื่อมีบทบาทในชีวิตของคนเราอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเชื่อในเรื่องใด อย่างไรแล้ว ก็มักจะประพฤติปฏิบัติไป ตามความเชื่อของตน ถ้าความเชื่อนั้นถูกต้อง ก็ย่อมจะมีผลเป็นคุณประโยชน์ แต่ถ้าเชื่อผิดแล้วก็อาจเป็นโทษแก่ตนเองได้ จึงมักเกิดปัญหาขึ้นว่า จะเชื่อในเรื่องนั้นๆ อย่างไรดี ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่อาจมีผลเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ตนได้มากมายแล้ว ปัญหาว่าจะเชื่ออย่างไรดึ ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า ความเชื่อนั้นๆ ถูกต้องหรือไม่ จึงมีความสำคัญยิ่ง
ความเชื่อที่คนเรายึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตนั้น ทางพุทธศาสนาเรียกว่าทิฏฐิ คำว่า "ทิฏฐิ" โดยสำพังมีความหมายเป็นกลาง ๆ ไม่มีความหมายว่าถูกผิด หรือดีชั่ว แฝงอยู่ด้วยแต่อย่างใด ทิฏฐิที่ถูกต้องเรียกว่า"สัมมาทิฏฐิ" ส่วนทิฏฐิที่ผิดเรียกว่า "มิจฉาทิฏฐิ"
นอกจากทิฏฐิสองประเภทนั้นแล้ว ยังมีทิฏฐิอีกประเภทหนึ่ง คือทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ หรือไม่ทรงยืนยันว่า เป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด ได้แก่ ทิฏฐิ ๑๐ ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า "ทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์"
โดยที่การที่จะเชื่ออะไรนั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า ความเชื่อนั้นๆ ถูกต้องหรือไม่ ปัญหาที่ตามมาก็คือว่า จะพิจารณากันอย่างไร จึงจะตัดสินได้ว่าความเชื่อนั้นถูกหรือผิด
พุทธศาสนามีคำตอบปัญหานี้ไว้อย่างชัดเจน คือ หลักพิจารณาก่อนเชื่อ ดังที่ได้มีกล่าวอยู่ในพระสูตร คือ
ในเกสปุตตสูตร หรือที่ส่วนมากรู้จักกันในชื่อว่ากาลามสูตร ได้กล่าวว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปถึง นิคมของพวกกาลามะที่ชื่อว่าเกสปุตตะ ณ นิคมแห่งนั้น พวกชน กาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคม ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถึงที่ประทับ และกราบทูลว่า ได้มีสมณ พราหมณ์หลายพวกที่มายังเกสปุตตนิคมนี้ ต่างก็พูดประกาศ เฉพาะลัทธิของพวกตน และพูดตำหนิลัทธิของพวกอื่น จึงมีความ สงสัยว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ จะเชื่อใครดี
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอน หลักพิจารณาก่อนเชื่อ แก่ชาวกาลามะ ดังนี้
๑.กรณีที่อย่าเพิ่งเชื่อ ๑๐ ประการ
ท่านทั้งหลาย
+ อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
+ อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
+ อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา
๒. เมื่อรู้ด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติเตียน และการปฏิบัติธรรมเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ พึงละเสีย
๓. เมื่อรู้ด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ และการปฏิบัติธรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ เป็นสุข พึงเข้าถึง
ดู: หลักพิจารณาก่อนเชื่อ
ตามคำสอนในพระสูตร จะเห็นได้ว่า ความเชื่อจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุ ที่ทำให้เชื่อ หรือเชื่อด้วยเหตุใด เป็นสำคัญ
ถ้าเชื่อด้วยเหตุต่างๆ ใน ๑๐ ประการที่กล่าวในข้อ ๑. ความเชื่อนั้นๆ อาจจะถูก หรือผิดก็ได้เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งเชื่อ คืออย่าได้เชื่อถือแน่นอนตายตัวลงไป เพียงด้วยเหตุเหล่านั้น แต่ก็มิใช่ว่า ไม่ให้เชื่อถือด้วยเหตุนั้นๆ โดยเด็ดขาดเสียทีเดียว นั่นคือ
ให้ถือทิฏฐินั้นๆ เป็นประดุจสมมุติฐานไว้ก่อน
เหตุที่จะตัดสินว่า พึงเชื่อหรืออย่าเชื่อ ได้แก่ การรู้ด้วยตนเอง นั่นคือ
ต้องตรวจสอบสมมุติฐานนั้นๆ ด้วย "การรู้ด้วยตนเอง"
"การรู้ด้วยตนเอง" ตามที่กล่าวในพระสูตรนั้นหมายถึง ไม่เพียงรู้ด้วยตนเองว่า ทิฏฐิหรือหลักธรรมคำสอนนั้น ดี(เป็นกุศล ...) หรือไม่ดี(เป็นอกุศล ...) เท่านั้น ยังต้องรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเองว่ามีผล ดี(เป็นประโยชน์...) หรือไม่ดี (ไม่เป็นประโยชน์ ...)อีกด้วย
ถ้ารู้ด้วยตนเองว่า ทิฏฐิหรือหลักธรรมคำสอนนั้น ไม่ดี ทั้งมีผลจากการปฏิบัติที่ไม่ดี ก็อย่าเชื่อ อย่ายึดถือ หรือเลิกเชื่อ เลิกยึดถือเสีย
ถ้ารู้ด้วยตนเองว่า ทิฏฐิหรือหลักธรรมคำสอนนั้น ดี ทั้งมีผลจากการปฏิบัติที่ดี ก็พึงเชื่อ พึงยึดถือ หรือเชื่อต่อไป ยึดถือต่อไปได้
ความรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง ที่ใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยความเชื่อที่ถูกต้อง ก็คือ ความรู้ใน "ผล" ของการปฏิบัติตามทิฏฐินั้น ไม่ใช่ความรู้ใน "ความจริง" ของทิฏฐินั้น ดังจะเห็นได้จากในพระสูตร ที่มิได้กล่าวไว้เลยว่า จะต้องรู้ด้วยตนเอง เสียก่อนว่า ทิฏฐินั้นเป็นจริง จึงจะเชื่อหรือยึดถือทิฏฐินั้นๆ ได้
เหตุที่ใช้ความรู้ใน "ผล" เป็นเกณฑ์วินิจฉัย ก็เพราะ ว่า การปฏิบัติด้วยตนเอง ย่อมทำให้รู้ถึง "ผล" ที่มีต่อตนเองได้ว่าดีหรือไม่ดี แต่การที่จะปฎิบัติจนทำให้รู้ "ความจริง"ว่า ทิฏฐินั้นจริงหรือไม่ ย่อมเป็นการยาก โดยเฉพาะทิฏฐิในเรื่องที่ ไม่อาจจะรู้ประจักษ์ได้ด้วยประสาทสัมผัสโดยตรง เช่นทิฏฐิว่า " ตายแล้วเกิดอีก" หรือ"ตายแล้วไม่เกิดอีก" เป็นต้นนั้น ย่อมรู้ได้ยากยิ่ง หรือไม่อาจรู้ได้เลยว่า ทิฏฐินั้น จริงหรือไม่จริง ดังนั้นการใช้ความรู้ใน "ความจริง" ของทิฏฐิเป็นเกณฑ์วินิจฉัย จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
การไม่ใช้ความรู้ใน "ความจริง" เป็นเกณฑ์วินิจฉัยนี้ นับว่าสอดคล้องกับการที่ พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ กล่าวคือ เมื่อพระมาลุงกยบุตรได้มากราบทูล ขอให้พระองค์ทรงพยากรณ์ปัญหาทิฏฐิ ๑๐ เพื่อจะใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยของตนว่า ถ้าทรงพยากรณ์ก็จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป หากไม่ทรงพยากรณ์ ก็จะลาสิกขานั้น พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ ซึ่งเท่ากับชี้ชัดว่าการที่จะปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ใน "ความจริง" ของทิฏฐิเหล่านั้นมาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยเลย
ดู: ไม่พยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ อย่างเด็ดขาด
ความรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเองว่ามี "ผล" ดีหรือไม่ดี โดยไม่ต้องรอให้รู้"ความจริง" ของทิฏฐินั้น นับว่าเพียงพอสำหรับใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องแล้วว่า พึงเชื่อหรืออย่าเชื่อ และเมื่อนำทิฏฐิที่รู้ด้วยตนเองว่ามี "ผล" ดีนั้นมาปฏิบัติ ก็จะได้รับ ประโยชน์และมีความสุข ซึ่งจะเป็นแรงส่งเสริมให้ปฏิบัติยิ่งขึ้นต่อไปอีก จนในที่สุด ก็อาจรู้"ความจริง" ของทิฏฐินั้นได้
ความเชื่อที่เกิดจากการพิจารณาตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงสอนนี้ ย่อมเป็นความเชื่อที่ถูกต้อง เพราะเป็นความเชื่อที่ได้พิจารณาตรวจสอบแล้วจาก"การรู้ด้วยตนเอง" ไม่ใช่เชื่อตามผู้อื่นหรือเชื่อด้วยเหตุอื่น โดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ เสียก่อน
ตัวอย่างการนำหลักพิจารณามาใช้ในทางปฏิบัติ
ทิฏฐิที่จะตรวจสอบ
ทิฏฐิที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบเป็นตัวอย่างตามหลักพิจารณาก่อนเชื่อ ก็คือ ทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน และ ทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก
ทิฏฐิทั้งสองนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นทิฏฐิที่พุทธศาสนิกชนคนไทยโดยทั่วไป ยึดถือกันอยู่ ในตอนนี้จะขอแนะนำทำความเข้าใจ ในทิฏฐิทั้งสองนั้นเสียก่อนที่จะ ได้ตรวจสอบตามหลักพิจารณาต่อไป
ทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน (อัตตานุทิฏฐิ) เป็นทิฏฐิที่เชื่อว่า มีอัตตา หรือตัวตน ที่เป็นเรา หรือของเรา
ธรรมดาเมื่อเกิดมาเป็นคน ย่อมจะมีความรู้สึกว่ามีตัวตน ของตน หรือมีตัวเรามาตั้งแต่เกิด และเมื่อเติบโตมีชีวิตยืนยาวต่อมา ย่อมมีประสบการณ์ ที่ทำให้เห็นว่าตัวเรา(ขันธ์ ๕) นั้น ได้มีอยู่สืบเนื่อง เป็นตัวตนเดียวกันมาโดยตลอด
ธรรมดาของสามัญสำนึกอันเป็นวิสัยของปุถุชนเช่นนี้ ย่อมทำให้คนเรา คิดเห็นและเชื่อว่าการมีตัวตนของเรานั้น เป็นความจริงแท้แน่นอน และยึดมั่นในความมีตัวตนนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา จึงมีทิฏฐิที่ชื่อว่า อัตตานุทิฏฐิ อันเป็นทิฏฐิที่ผิดเกิดขึ้น
การมีอัตตานุทิฎฐิตามสามัญสำนึกของปุถุชนดังที่กล่าวมานึ้ สอดคล้องกับหลักฐานตามที่มีกล่าวอยู่ในทิฏฐิกถา ว่า
ปุถุชนผู้ไม่ได้ฟัง ไม่ได้เห็น ไม่รู้ในธรรมของพระอริยเจ้า ของสัปบุรุษ ย่อมเห็นขันธ์ ๕ ซึ่งได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีขันธ์บ้าง เห็นขันธ์ในตนบ้าง เห็นตนในขันธ์บ้าง
อัตตานุทิฏฐิ คือความงมงายด้วยการยึดถือผิด ในการที่เห็น ขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์ว่า เป็นตน ๑ เห็นตนว่ามีขันธ์นั้น ๑ เห็นขันธ์นั้นในตน ๑ เห็นตนในขันธ์นั้น ๑
ดู: ทิฏฐิกถาความย่อ[๖]
เมื่อการมีอัตตานุทิฏฐิเป็นปกติวิสัยของปุถุชน และตราบใดที่ผู้นั้น ยังมิได้ปฏิบัติธรรมจนมีความรู้แจ้งแท้จริงในหลักธรรมแก่นแท้ ของพุทธศาสนาที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามิใช่ตัวตนของตนแล้ว ตราบ นั้นย่อมเป็นการยากยิ่ง ที่ปุถุชนจะขจัดหรือละการยึดมั่นในความเชื่อว่ามีตัวตนของตนนั้นได้ ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุใดพุทธบริษัท ซึ่งแม้จะทราบดีว่า อัตตานุทิฏฐิเป็นทิฏฐิที่ผิด แต่ก็ยังประพฤติตนในลักษณะที่ยึดถือทิฏฐินี้ อยู่
ทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก (ทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์)
ทิฏฐิว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นทิฏฐิหนึ่งในปัญหาเรื่อง "ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่" ซึ่งได้จำแนกความเชื่อที่มีอยู่ในปัญหานั้น ออกเป็น ๔ ทิฏฐิ คือ
๑. ตายแล้วเกิดอีก
๒. ตายแล้วไม่เกิดอีก
๓. ตายแล้วเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี
๔. ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่
ทิฏฐิทั้ง ๔ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของทิฏฐิ ๑๐ ซึ่งเป็นทิฏฐิที่พระพุทธเจ้า ไม่ทรงพยากรณ์
ดู: ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่
การไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้น ก็คือไม่ทรงยืนยันแน่นอนตายตัวลงไปว่า
ทิฏฐิเหล่านั้น ทิฏฐิใดถูก และทิฏฐิใดผิด แสดงว่า ตามหลักพุทธธรรมแล้ว ทิฏฐิทั้ง ๔ ในปัญหาว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่นั้น ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทิฏฐิที่ผิด แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกต้อง
แม้ว่า "ตายแล้วเกิดอีก" จะเป็นทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์ว่า เป็นทิฏฐิที่ถูก หรือผิด แต่พุทธบริษัทโดยทั่วไปก็ยึดถือทิฏฐินี้อยู่ และเชื่อว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นหลัก ธรรมคำสอนที่สำคัญประการหนึ่งของพุทธศาสนา ที่เป็นเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า เนื่องจากเหตุ ๒ ประการ คือ
๑. วิสัยของปุถุชน ย่อมมีอัตตานุทิฏฐิ ยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อว่า มีตัวเรา ของเรา ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องมีความปรารถนา ให้ตัวเรานั้นคงอยู่ หรือมีชีวิตอยู่ยั่งยืนนาน ยิ่งกว่านั้นยังมีความหลงไหลผูกพัน(ตันหา) ในความมีตัวตนของตน ปรารถนาให้ตัวตนนั้นดำรงคงอยู่ตลอดกาล แม้จะพบ ความจริงว่า คนเราต้องตาย แต่ด้วยตันหาอันแรงกล้าในความมีตัวตนนั้นเอง ทำให้คิดเห็นไปว่าสิ่งที่ เป็นตัวตนแท้จริงของตนนั้นยังดำรงคงอยู่ หาได้สูญสลาย เมื่อตายเช่นร่างกายของเรานั้นไม่ หากแต่ว่าจะไปเกิดอีก ตามแต่กรรมของตนจะนำไป ด้วยเหตุนี้ ตราบใดที่ยังมีอัตตานุทิฏฐิอยู่ ทั้งยังไม่อาจดับตัณหาในความมีตัวตน นั้นได้แล้ว ตราบนั้นก็ยากยิ่ง ที่ปุถุชนจะละทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีกนั้นได้
๒. หลักฐานในพระไตรปีฎก เป็นเหตุที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ ใน พระไตรปีฎกนั้นเอง มีข้อความในหลายพระสูตร ที่กล่าวในลักษณะที่ทำให้เชื่อว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา เช่น
ในกุตุหลสาลาสูตร วัจฉโคตรปริพาชกได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ในปัญหา ข้อสงสัยเกี่ยวกับการพยากรณ์การไปเกิดของสาวก ที่สิ้นชีวิตแล้ว พระองค์ได้ตรัสตอบว่า ผู้ยังมีอุปาทานเท่านั้นที่เกิด ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมไม่เกิด เหมือนไฟมีเชื้อจึงลุกโพลง ไม่มีเชื้อย่อมไม่ลุกโพลง
ดู: กุตุหลสาลาสูตรความย่อ[๒]
ในสามัญญผลสูตร พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายให้พระเจ้าอชาตศัตรู ได้ทราบ ถึงสามัญญผลต่างๆ ที่จะได้รับในปัจจุบันจากการปฏิบัติธรรม และสามัญญผล ประการหนึ่ง ที่พระองค์ทรงอธิบายก็คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณซึ่งเป็นญาณที่ทำให้สามารถระลึกชาติได้ว่า ในชาติก่อนๆ ได้เกิดมาเป็นอย่างนั้นๆ เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดในชาติต่อๆ มา จนกระทั่งมาเกิดในชาตินี้อีก
ดู: สามัญญผลสูตรความย่อ[๑๙.๖]
และในจูฬกัมมวิภังคสูตร สุภมาณพ โตเทยยบุตร ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เหตุใด มนุษย์ที่เกิดมาจึงแตกต่างกันไป ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า เพราะ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้แตกต่างกันไป และพระองค์ยังได้ทรงอธิบายในรายละเอียดด้วยว่า ถ้าทำกรรมอย่างนั้น ๆ ตายไปแล้ว ก็จะได้ขึ้นสวรรค์ หรือตกนรก หรือไม่เช่นนั้นก็เกิดมามีลักษณะเป็นอย่างนั้น ๆ แตกต่างกันไป ตามกรรมของตน
ดู:จูฬกัมมวิภังคสูตรความย่อ[๒]-[๓]
นอกจากพระสูตรที่กล่าวแล้วนั้น ยังมีอีกหลายพระสูตร ที่กล่าวในทำนอง เดียวกันนี้ จึงย่อมเป็นหลักฐานที่ทำให้พุทธบริษัทเชื่อว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นหลักธรรมคำสอนแท้จริงของพุทธศาสนา และเป็นเหตุให้ยึดถือทิฏฐินี้กันอยู่
อย่างไรก็ดี "ตายแล้วเกิดอีก" เป็นทิฏฐิที่พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ และการไม่ทรงพยากรณ์นี้ เป็นเจตจำนงอันแน่วแน่ของพระองค์ ที่จะไม่ทรง พยากรณ์อย่างเด็ดขาด เพราะไม่เพียงแต่จะไม่ทรงพยากรณ์ ให้แก่สมณพราหมณ์ นอกพุทธศาสนา ที่มาถามปัญหานี้เท่านั้น แม้กับพระมาลุงกยบุตร ซึ่งเป็นภิกษุ ในพุทธศาสนาเอง ที่มาทูลขอให้พระองค์ทรงพยากรณ์ พระองค์ก็ไม่ทรงพยากรณ์ และตรัสว่า ผู้ใดกล่าวว่า ตราบใดที่เราไม่พยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เขา ตราบนั้นเขาก็จะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักของเรา ผู้นั้นก็คงตายไปเสียก่อน เพราะเราจะไม่พยากรณ์เลย
ดู: ไม่พยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ อย่างเด็ดขาด
เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์ ก็เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งในทิฏฐิเหล่านั้น ตามความ เป็นจริงว่า เป็นทิฏฐิที่ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ เพราะว่าเมื่อมีทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้ว ก็มิได้เป็นเหตุให้ประพฤติธรรม มิได้เป็นไปเพื่อ ละกิเลส หรือเพื่อตรัสรู้ แต่เป็นไป ด้วยความทุกข์ ยังคงมีความทุกข์อยู่นั่นเอง
ดู: จูฬมาลุงโกยวาทสูตรความย่อ[๔]
ดูด้วย:เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์
ยิ่งกว่านั้นพระองค์ได้ทรงละทิฏฐิทั้ง ๑๐ นั้นอย่างสิ้นเชิง ดังความที่พระองค์ได้ตรัสกับปริพาชกวัจฉโคตรว่า ความเห็น(ทิฏฐิ ๑๐)ที่ยึดถือกันนั้น เรา กำจัดสิ้นแล้ว เราเห็นชัดแล้วว่า ขันธ์ ๕ คือดังนี้ ความเกิดขึ้นของขันธ์ ๕ เป็นดังนี้ และความดับไปของขันธ์ ๕ เป็น ดังนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า ตถาคตหลุดพ้นแล้ว โดยสิ้นเชิง
ดู: อัคคิวัจฉโคตตสูตรความย่อ[๒]
การที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์อย่างเด็ดขาดว่า ทิฏฐิเหล่านั้นทิฏฐิใด เป็นทิฎฐิที่ถูกหรือผิด เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งชัดว่า เป็นทิฏฐิที่ไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษ ทั้งไม่ทรงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นแต่ประการใดเลยเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นได้ อย่างชัดเจนว่า ทิฏฐิเหล่านั้น นอกจากจะเป็นทิฏฐิที่พุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าถูกต้องแล้ว ยังเป็นทิฏฐิที่ไม่สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมอีกด้วย
ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ จะเห็นได้ว่าตามหลักฐานที่ปรากฏในพระสูตรนั้น แสดงว่า
ทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน(อัตตานุทิฏฐิ) เป็นทิฏฐิที่ผิด
ทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก(ทิฏฐิที่ไม่ทรงพยากรณ์) เป็นทิฏฐิที่ไม่ทรงยืนยันว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด และเป็นทิฏฐิที่พระพุทธองค์ทรงละ เสียแล้วไม่ยึดถือ จึงเป็นทิฏฐิที่พุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าถูกต้อง แต่ก็มีหลักฐานใน พระสูตรต่าง ๆ หลายพระสูตร ที่กล่าวในลักษณะที่ทำให้เชื่อได้ว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นี้ เป็นหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนา
ถ้าเชื่อคำสอนเกี่ยวกับทิฏฐิทั้ง ๒ ตามหลักฐานที่มีมาในพระสูตรดังกล่าวนั้น ก็เท่ากับเชื่อโดยอ้างตำรา นั่นเอง ซึ่งตามหลักการพิจารณาก่อนเชื่อในเกสปุตตสูตร บอกว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ" นั่นคือ
สำหรับ "มีตัวตนของตน" อย่าเพิ่งเชื่อว่า เป็นทิฏฐิที่ผิด
สำหรับ "ตายแล้วเกิดอีก" ซึ่งมีหลักฐานในพระสูตรขัดแย้งกันนั้น ก็อย่าเพิ่งเชื่อว่า เป็นทิฏฐิที่ถูก โดยอ้างตำรา เฉพาะในส่วนที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าถูก หรือเชื่อว่าเป็นทิฏฐิที่ผิด โดยอ้างตำราเฉพาะในส่วนที่ยืนยันว่าผิด
ให้ถือทิฏฐิเหล่านั้นเป็นเพียงสมมุติฐานที่ต้องตรวจสอบด้วย "การรู้ด้วยตนเอง" เสียก่อน
การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน
การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน ก็คือการปฏิบัติตนในลักษณะ "มีตัวตนของตน" แล้วดูผลจากการปฏิบัตินั้น ซึ่งก็มีปัญหาว่า การปฏิบัติตนในลักษณะ "มีตัวตนของตน" นั้น คืออย่างไร
คนเราเมื่อมีทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน พฤติกรรมที่แสดงออกของผู้มีทิฏฐินั้น ก็คือความ "เห็นแก่ตัว" พฤติกรรมที่ตรงกันข้ามก็คือ ความ "ไม่เห็นแก่ตัว" การตรวจสอบทิฏฐิว่ามีตัวตนของตน จึงกระทำได้โดยการตรวจสอบ ด้วยพฤติกรรม ที่แสดงออกของทิฏฐินั้น ซึ่งย่อมกระทำได้ ๒ วิธี วิธีหนึ่งคือ ปฏิบัติตนในลักษณะ "เห็นแก่ตัว" อีกวิธีหนึ่งคือ ปฎิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" และดู "ผล" ซึ่งรู้ได้ด้วยตนเองจากการปฏิบัตินั้นว่า มีผลดีหรือไม่ดี
ถ้าทิฏฐิว่ามีตัวตนของตนเป็นทิฏฐิที่ผิดจริง การปฏิบัติตน ในลักษณะ "เห็นแก่ตัว" ก็จะต้องมีผลที่ไม่ดี ส่วนการปฎิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" ก็จะต้องมีผลตรงกันข้ามคือมีผลดี
เพื่อมิให้เสี่ยงต่อการที่อาจจะได้รับผลไม่ดี จากการตรวจสอบด้วยวิธีปฏิบัติตน ในลักษณะ "เห็นแก่ตัว" จึงควรตรวจสอบ ด้วยวิธีปฏิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" ดีกว่า เพราะน่าจะได้รับผลดี ในระหว่างตรวจสอบไปด้วย ทั้งยังเป็นการปฏิบัติธรรม ในการลดทิฏฐิมีตัวตนของตนไปด้วยในตัว
พฤติกรรม "ไม่เห็นแก่ตัว" ก็คือ พฤติกรรมที่เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น มากกว่า เห็นแก่ประโยชน์ตน ยิ่งเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น มากขึ้นเพียงใด ก็เท่ากับ "ไม่เห็นแก่ตัว" หรือ ลดทิฏฐิมีตัวตนของตนลงได้ มากขึ้นเพียงนั้น
องค์ประกอบของการปฏิบัติตนโดยเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นมากขึ้น ก็คือ
(พฤติกรรมใดๆของตนอันเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข พ้นทุกข์)+(ของผู้อื่น)+(มากขึ้น)
"พฤติกรรมอันเป็นประโยชน์" คือพฤติกรรมที่ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น และเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น การทำบุญ การบำรุงเลี้ยงดู การบริจาคทาน ความเมตตากรุณา การอนุเคราะห์ช่วยเหลือ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น
"ผู้อื่น" คือบุคคลอื่น ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วย
"มากขึ้น" หมายถึงการปฏิบัติตนในลักษณะ ต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสอง อย่าง คือ มีปริมาณของ "พฤติกรรมอันเป็นประโยชน์" มากขึ้น เช่น เมตตากรุณามากขึ้น อย่างหนึ่ง กับมีปริมาณของ "ผู้อื่น" มากขึ้น เช่นเพิ่มจาก บุคคลในครอบครัว เป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง เป็นทั้งตำบล เป็นทั้ง จังหวัด เป็นทั้ง ประเทศ เป็นทั้งโลก เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง
ดังนั้นการตรวจสอบทิฏฐิว่า มีตัวตนของตน ด้วยวิธีปฏิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" ยิ่งขึ้น ก็คือ ปฏิบัติตามองค์ประกอบ ของการปฏิบัติตนโดยเห็นแก่ ประโยชน์ผู้อื่นมากขึ้น ดังกล่าวนั้นนั่นเอง
ถ้าการปฏิบัติในการตรวจสอบ ในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" ดังกล่าว มีผลดี เช่น ทำให้ ผู้ปฏิบัติ มีความสุข ปลาบปลื้ม อิ่มเอมใจ ปีติยินดี สงบ ไม่เดือดร้อนวุ่นวายใจ เหล่านี้เป็นต้นแล้ว ก็พึงเชื่อได้ว่าทิฏฐิว่า มีตัวตนของตน เป็นทิฏฐิที่ผิด สมดังหลักฐานที่มีมา ในพระสูตร จึงไม่ควรเชื่อ ไม่ควรยึดถือ หรือเลิกเชื่อ เลิกยึดถือ เลิกประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะ "มีตนของตน" หรือ "เห็นแก่ตัว" นั้นเสีย แล้วหันมาประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะ "ไม่เห็นแก่ตัว" หรือ "เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น" ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป พร้อมทั้งศึกษาพุทธธรรม อันจะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในสาระแก่นแท้ของพุทธศาสนาว่า "ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตามิใช่ตัวตนของตน" และนำมาปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ เท่าที่สามารถจะทำได้ ก็ย่อมจะเป็นคุณประโยชน์ นำมาซึ่งความสุขสงบยิ่ง แก่ชีวิตในฐานะของ พุทธศาสนิกชนได้อย่างแท้จริง
การตรวจสอบทิฏฐิว่าตายแล้วเกิดอีก
สำหรับทิฏฐิว่า "ตายแล้วเกิดอีก" นั้น เมื่อนำหลักพิจารณาก่อนเชื่อ มาใช้พิจารณาตรวจสอบ จะปรากฏว่าไม่สามารถนำหลักพิจารณาทั้งหมดมาใช้ ในทางปฏิบัติได้ จะนำมาใช้ได้เฉพาะหลักที่ว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ"เท่านั้น ส่วนหลักที่ว่า ต้องตรวจสอบด้วย "การรู้ด้วยตนเอง" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การรู้ด้วยตนเอง จากการปฏิบัติ" นั้น ไม่อาจหรือยากที่จะนำมาใช้ตรวจสอบ ให้ทราบว่ามี "ผล" สำหรับตัดสินถูกผิดตามต้องการได้ ทั้งนี้เพราะคุณลักษณะของตัวทิฏฐิเอง ไม่อำนวยให้ทำเช่นนั้น กล่าวคือ
ทิฏฐินี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติก่อนชาติหน้า ซึ่งไม่อาจจะรู้ประจักษ์ ได้ด้วยประสาทสัมผัสโดยตรง จึงยากที่จะกำหนดองค์ประกอบของการตรวจสอบ ในทางปฏิบัติได้
ประการสำคัญก็คือ ทิฏฐิที่จะตรวจสอบนั้นจะต้องเป็นทิฏฐิที่ถูก หรือผิด อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจะมีผลจากการตรวจสอบ ที่ช่วยให้ตัดสินได้ว่าทิฎฐินั้น ถูกหรือผิด แต่ทิฏฐินี้เป็นทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด ดังนั้นจึงไม่อยู่ในลักษณะที่จะตรวจสอบถูกผิดได้
สำหรับทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ หรือไม่ทรงยืนยันว่า เป็นทิฏฐิที่ถูกหรือผิด ซึ่งเป็นทิฏฐิที่นำหลักพิจารณา มาใช้ได้เพียงบางส่วน ไม่สามารถตรวจสอบด้วย"การรู้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ"ได้ ดังกล่าว ข้างต้นนั้น ย่อมทำให้ไม่อาจรู้ผลที่แน่นอนชัดเจนได้ จึงไม่ช่วยให้เกิดความแน่ใจว่า จะตัดสินใจเชื่อทิฎฐินั้นๆ หรือไม่อย่างไร และไม่แน่ใจว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไร
ในกรณีที่หลักพิจารณาก่อนเชื่อ ไม่สามารถใช้ตอบปัญหาว่า "เชื่ออย่างไรดี" อย่างแน่นอนชัดเจนได้เช่นนี้ ก็จะมีปัญหาตามมาว่า "แล้วจะทำอย่างไรดี" คำตอบของปัญหาที่ตามมานี้ ก็คือ หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ ที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสไว้ใน เกสปุตตสูตร นั่นเอง
หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ
ปัญหาว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ เป็นปัญหาที่เนื่องมาจากการที่คนเรา มีอัตตานุทิฏฐิ ยึดมั่นในความมีตัวตนของตน ตามวิสัยปุถุชน จึงย่อมรักตนเอง เห็นแก่ตนเอง และปรารถนาให้ตนเอง "มีสุข พ้นทุกข์" ตลอดไป ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า ดังนั้นปัญหาว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่นี้ จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับ สิ่งที่มีผลกระทบต่อการที่จะ "มีสุข พ้นทุกข์" ตามที่ตนปรารถนานั้นด้วย ซึ่งได้แก่ปัญหาในเรื่อง ผลของกรรม บุญ บาป ชาติหน้า สวรรค์ นรก เหล่านี้ คือ
- ชาติหน้า และนรกสวรรค์อันเป็นผลของกรรม มีจริงหรือไม่
- ชาตินี้ มีผลกรรมจากบุญและบาปที่ตนกระทำจริงหรือไม่
- จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะ "มีสุข พ้นทุกข์" ทั้งชาตินี้ชาติหน้า
โดยที่ปัญหาว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ เป็นปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์ จึงใช้ "หลักพิจารณาก่อนเชื่อ" ได้แต่เพียงหลักว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ" เท่านั้น ไม่อาจตรวจสอบให้รู้ผล ด้วยตนเองอย่างแน่นอนชัดเจนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมทำให้ไม่แน่ใจว่า จะเชื่อในเรื่อง "ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่" ตลอดจนเรื่องผลของกรรม บุญ บาป ชาติหน้า สวรรค์ นรก เหล่านั้นอย่างไรดี และไม่แน่ใจว่า จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะ "มีสุข พ้นทุกข์" ทั้งชาตินี้ชาติหน้าได้
ในกรณีเช่นนี้ ได้มีคำสอน"หลักความอุ่นใจ ๔ ประการ" ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนชาวกาลามะ ในเกสปุตตสูตร ต่อจากที่ได้ตรัสสอน "หลักพิจารณาก่อนเชื่อ" นั้นแล้ว ว่าปฏิบัติตนอย่างไร จึงอุ่นใจได้ว่าจะ"มีสุข พ้นทุกข์" ตามที่ปรารถนาได้แน่นอน ดังนี้คือ
อริยสาวกนั้น ไม่โลภ,โกรธ,หลง มีใจเมตตา,กรุณา,มุทิตา,อุเบกขา ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่เศร้าหมอง มีจิตผ่องแผ้ว ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบัน คือ
๑. ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมมีจริง ก็อุ่นใจได้ว่า เมื่อตายแล้วจะได้ไปสวรรค์
๒. ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมไม่มี ก็อุ่นใจได้ว่า ในชาตินี้จะไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข
๓. ถ้าทำบาปแล้วต้องได้รับทุกข์ ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์ใด ๆ เพราะไม่ได้ทำบาป
๔. ถ้าทำบาปแล้วไม่ต้องได้รับทุกข์ ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์แน่นอน
ดู: เกสปุตตสูตรความย่อ[๘]
ตามคำสอนข้างต้นนั้น สรุปได้ว่า ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสอบให้รู้ผลจากการปฏิบัติต้วยตนเองอย่างแน่นอนชัดเจน ได้ ซึ่งทำให้ไม่แน่ใจว่า ชาติหน้า สวรรค์ นรก ผลกรรมจากบุญหรือบาป เหล่านี้ มีจริงหรือไม่นั้น ก็สามารถที่จะปฎิบัติตน ให้ "มีสุข พ้นทุกข์" ได้ โดยปฎิบัติตนตามธรรม คือ ไม่ทำบาปทั้งปวง (ไม่โลภ,โกรธ,หลง,...) ทำกุศลให้ถึงพร้อม (เมตตา, กรุณา,มุทิตา,อุเบกขา,... ) ชำระจิตให้ผ่องแผ้ว (ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่เศร้าหมอง มีจิตผ่องแผ้ว,...) แล้ว ก็ย่อมอุ่นใจได้ว่าจะ "มีสุข พ้นทุกข์" ทั้งชาตินี้ชาติหน้าอย่างแน่นอน ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง ว่า ความจริงในเรื่อง ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ ตลอดจนเรื่อง ชาติหน้า สวรรค์ นรก ผลกรรมจากบุญหรือบาป เหล่านั้นจะเป็นจริง หรือไม่เป็นจริง แต่อย่างใด
ดังในกรณีของ การบูชา การอ้อนวอน การบนบาน การบูชายัญ อันมีมาแต่โบราณกาล แท้จริงแล้วเป็นการไปยึดไปถือบูชาในสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ใดๆ อันยิ่งใหญ่เพราะความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ที่ตนไม่รู้ไม่เข้าใจได้อย่างแท้จริงด้วยอวิชชา ดังนั้นเมื่อไม่สามารถควบคุม,บังคับหรือกำจัดปัดเป่าในบางสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมหรือตามธรรมชาตินั่นเองที่พึงต้องเกิดขึ้นและเป็นไปเป็นธรรมดาไม่เป็นอื่นไปได้ อันเป็นไปตามสัญชาตญาณความกลัวขั้นพื้นฐานของสรรพสัตว์และปุถุชนทั้งปวงผู้ยังไม่มีวิชชานั่นเอง ด้วยเหตุดังนี้ แต่ครั้งโบราณกาลเพราะอวิชชาความไม่รู้นี่เอง เมื่อมีความกลัวเกรงสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่และไม่รู้ว่าจะทำวิธีกำจัดปัดเป่าในทุกข์เหล่าใดเหล่านั้นที่เกิดขึ้นได้อย่างไร จึงมีการคิดปรุงแต่งหาวิธีการต่างๆ เพื่อกำจัดปัดเป่าหรือดับทุกข์จากความเกรงกลัวในสิ่งเหล่านั้น จึงได้มีคิดค้น เช่น การเริ่มบูชาในสภาวธรรมหรือธรรมชาติต่างๆตามที่คิดปรุง,คิดแต่งไปเอาเองว่า มีกําลังเหนือ หรือความสามารถเหนือกว่าตนหรือพวกตน หรือเกิดการคิดนึกปรุงแต่งไปเองว่า คงต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดๆที่สามารถช่วยเหลือเกื้อหนุนให้พ้นทุกข์หรือสำเร็จได้ดังใจปรารถนาที่ต้องการ(ตัณหา) ดังนั้นตั้งแต่โบราณกาลก็เริ่มมีการอ้อนวอนบูชาในสิ่งที่คิดปรุงแต่งขึ้น ดังเช่นในจอมปลวก ดิน ฟ้าอากาศ ภูเขาไฟ ต่างๆ ฯลฯ. ถ้าบังเอิญสำเร็จได้ตามปรารถนาเพราะบังเอิญเป็นไปตามธรรมหรือเหตุปัจจัย(ธรรมชาติ)เอง ก็เกิดการยึดถือในสิ่งหรือพิธีการนั้นๆว่า สามารถแก้ไข หรือกำจัดปัดเป่าได้ด้วยอธิโมกข์ และยังพัฒนาไปเรื่อยๆตามวิวัฒนา การปรุงแต่ง ความเชื่อ และการถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างอธิโมกข์ด้วยอวิชชา จนเติบโตพัฒนาเป็น ผี..สิ่งศักสิทธิ์..เทพเจ้าต่างๆหลายร้อยหลายพันองค์มานับพันๆปี..เทวดา..อินทร์..พรหม..ยม..ยักษ์ ฯลฯ. และพระเจ้าในที่สุด แม้แต่พระพุทธเจ้า (หมายถึงไปยึดพระองค์เป็นดั่งพระเจ้าเพื่อสวดอ้อนวอนขอสิ่งต่างๆ, แท้ที่จริงควรเคารพนับถือพระองค์ท่านในฐานะเป็นองค์พระบรมศาสดา เคารพบูชาพระองค์ท่านโดยการปฏิบัติตามคําสอนหรือพระธรรมของพระองค์เป็นแก่น อันพระองค์ท่านทรงสรรเสริญว่าเป็นการปฏิบัติบูชา อันมีอานิสงส์ยิ่งกว่าอามิสบูชา), จริงๆแล้วล้วนเป็นการอุปโลกของจิต และเป็นไปตามลําดับขั้นตอนของการวิวัฒนาการของความเจริญ ก็เพื่อยึดถือเป็นขวัญ เป็นกําลังใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตในบางสิ่งบางอย่างที่ตนเองไม่เข้าใจและไม่สามารถควบคุมบังคับหรือกำจัดได้ด้วยตนเอง จึงมีความกลัว หรือด้วยจุดประสงค์ในอันที่จะสนองความต้องการของตนให้สัมฤทธิผล จึงเกิดการคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆว่าคงมีอำนาจหรือพลังบางอย่างในสิ่งต่างๆเหล่านั้น ตามที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้ปรุงแต่งขึ้นมา ตามคำเล่าลือ, ตามที่ตนเองยึดถือ หรืออุปโลกปรุงแต่ง หรือสืบทอดกันมาโดยไม่รู้ตัวเหล่านั้น ด้วยความยึดความเข้าใจด้วยอวิชชาว่า ยิ่งใหญ่เหนือตน คงจะช่วยเหลือเกื้อหนุนได้ ก็ล้วนเพื่อหวังผลให้ช่วยเหลือต่างๆนาๆเพื่อให้เกิดความสัมฤทธ์ผลสมปรารถนาในบางสิ่ง หรือกำจัดปัดเป่าสิ่งต่างๆที่เกินอำนาจของตนที่จะกำจัดได้ด้วยตนเอง, อันก็มีคุณประโยชน์ในแง่สังคมวิทยาเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน คือ ก่อให้เกิดความมั่นใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้คลายทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง และเกิดความเชื่อ, การยึดถือ, การนับถือในสิ่งๆเดียวกัน จึงเป็นจุดศูนย์กลางที่ยึดเหนี่ยวของสังคมนั้นๆ อันยังผลให้เกิดความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในพวกพ้องความเชื่อเดียวกัน ในระดับหนึ่ง แล้วยึดถือและปลูกฝังกันสืบต่อๆมา...ฯลฯ, แต่ถ้าพูดกันอย่างตามความเป็นจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถ์)ในทางพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องนั้น จัดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปอย่างอวิชชา เพราะความไม่เข้าใจในธรรมหรือสภาวธรรม ดังเช่น ความเป็นเหตุปัจจัย ฯ. อันทําให้ไม่สามารถที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์หรือจางคลายจากทุกข์ได้ตามควรฐานะแห่งตนได้อย่างแท้จริง คือไม่เป็นไปในแนวทางเพื่อการดับภพ ดับชาติ อันเป็นบรมสุข กลับเป็นการสร้างภพ สร้างชาติ เพื่อการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
ตอบลบพระพุทธพจน์ที่ตรัสแสดง สีลัพพตปรามาส
ผู้ใดไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถืออุกกาบาต ไม่ถือความฝัน ไม่ถือลักษณะดีหรือชั่ว ผู้นั้นชื่อว่าล่วงพ้นโทษแห่งการถือมงคลตื่นข่าว ครอบงํากิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพ อันประดุจคูกั้นเสียได้ ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก (ขุ.ชา. ๒๗/๘๗/๒๘)
ถ้าแม้นบุคคลจะพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบนํ้า(ชําระบาป) กบ เต่า นาค จรเข้ และสัตว์เหล่าอื่นที่เที่ยวไปในแม่นํ้า ก็จะพากันไปสู่สวรรค์แน่นอน.......(กล่าวต่อในอีกมุมมองหนึ่งอันน่าพิจารณายิ่งว่า) ถ้าแม่นํ้าเหล่านี้พึงนําบาปที่ท่านทําไว้แล้วในกาลก่อนไปได้ไซร้ (ดังนั้น)แม่นํ้าเหล่านี้ก็พึงนําบุญของท่านไปได้ด้วย(เช่นกัน) (ขุ.เถรี.๒๖/๔๖๖/๔๗๓)
ตอบลบบุคคลประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นได้ชื่อว่า เป็นฤกษ์ดี เป็นมงคลดี เป็นเช้าดี อรุณดี เป็นขณะดี ยามดี และ(นับได้ว่า)เป็นอันได้ทําบูชาดีแล้วในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย แม้กายกรรมของเขา(นั้น)ก็เป็นสิทธิโชค วจีกรรมก็เป็นสิทธิโชค มโนกรรมก็เป็นสิทธิโชค ประณิธานของเขาก็(ย่อมต้อง)เป็นสิทธิโชค ครั้นกระทํากรรม(การกระทําใดๆ)ทั้งหลายที่เป็นสิทธิโชคแล้ว เขาย่อมได้ประสบแต่ผลที่มุ่งหมายอันเป็นสิทธิโชค (สุปุพพัณหสูตร)
ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนเขลา ผู้คอยนับฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นตัวฤกษ์ ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทําอะไรได้ (หรือโดยพิจารณาว่า ไปเปลี่ยนแปลงดวงดาวได้หรือ? แต่เปลี่ยนแปลงโดยการทำเหตุให้ดีหรือถูกต้อง จึงเป็นปัจจัยในสิ่งที่ดีหรือเป็นไปได้ ) (ขุ.ชา ๒๗/๔๙/๑๖ )
เรื่องของวิญญาณ และการเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อการถอดถอนสีลัพพตปรามาส
เหตปัจจัยใหุ้เกิดขึ้นแห่งวิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส
๔. กามราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจกามคุณ ๕ กล่าวคือ ความใคร่ ความปรารถนา ฯ. ใน รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ อันล้วนเป็นกามราคะ ชนิดวัตถุกาม อันคือ วัตถุอันน่าใคร่ หรือวัตถุอันเป็นเหตุให้เกิดความใคร่เป็นเหตุปัจจัยสำคัญ หมายถึง เกิดความใคร่ ความปรารถนา ความอยาก ความไม่อยากเกิดขึ้นแก่ใจ แต่มีเหตุปัจจัยโดยตรงเนื่องจากวัตถุกาม
ตอบลบสําหรับฆราวาสนั้น การมีเพศสัมพันธ์กับคู่ของตนเองหรือโผฏฐัพพะ ก็นับว่าเป็นพรหมจรรย์ตามฐานะแห่งตน แต่ย่อมยังไม่ถึงที่สุดแห่งการดับทุกข์เท่านั้น อันเนื่องจากยังบริโภคกามอยู่ กล่าวคือยังเนื่องอยู่หรือมีหน้าที่ต่างๆที่ผูกพันพึงกระทำอยู่เป็นเครื่องผูก แต่สามารถจางคลายจากทุกข์ได้เป็นลําดับขั้นของโลกุตรธรรม(ธรรมหรือสิ่งที่อยู่เหนือสภาวะทางโลกๆ,สภาวะเหนือโลก) จึงย่อมสามารถอยู่ในโลกได้อย่างสุขสงบสบาย จึงระงับอุปาทานทุกข์ลงได้ตามควรเป็นลำดับตามโลกุตรภูมินั้นๆ และตั้งแต่พระโสดาบันเป็นลำดับไป ไม่ว่าอย่างไรก็ตามที เขาย่อมเป็นผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพานในที่สุด อันพึงแต่เพียงรอเวลาหรือกาลวาระเท่านั้น ไม่อาจสามารถผันแปรไปเป็นอื่นได้อีกต่อไป อันท่านจัดว่า เป็นผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ในกาลต่อไปอย่างแน่นอน ดังมีพุทธดำรัส ตรัสไว้ในพระสูตรดังนี้
โสตาปันนสูตร
ตอบลบว่าด้วยผู้เป็นพระอริยสาวกโสดาบัน
[๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? ได้แก่ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่พระอริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า พระอริยสาวกผู้โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
(พระไตรปฏก เล่มที่ ๑๗ หัวข้อที่๒๙๖)
๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิด ขัดเคือง ความขุ่นมัว ขุ่นข้องใจ อันเกิดแต่ความคับแค้น,ความไม่ได้ตามใจปรารถนาฯ. อันถึงขั้นการเกิดปฏิฆะในขั้นก่อเป็นอนุสัย หรืออาสวะกิเลส, เมื่อละได้ก็ไม่ก่อให้เกิดปฏิฆานุสัยหรืออาสวะกิเลส (แต่ยังคงมีในระดับขันธ์ ๕ อันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ อันเป็นดังที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโลได้กล่าวไว้เรื่องความโกรธ "มี แต่ไม่เอา แล้วมันก็ดับไปเอง" อันหมายถึงการเกิดขึ้นแต่ในระดับกระบวนการดําเนินชีวิตของขันธ์ ๕ ธรรมดาๆ แล้วเมื่อไม่คิดปรุง มันก็ดับไปเอง แม้เป็นทุกขเวทนาอย่างหนึ่ง จึงเป็นทุกข์แต่เป็นทุกข์ธรรมชาติ ไม่ประกอบด้วยอุปาทาน จึงไม่ถึงขนาดเร่าร้อน เผาลน กระวนกระวายดังไฟนรก จนตกตะกอนนอนเนื่องเป็นปฏิฆานุสัย หรืออาสวะกิเลส(ถ้าพิจารณาในแนวปฏิจจสมุปบาทธรรม)
วิธีปฏิบัติเพื่อดับโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ จากพระสูตร
[อันแสดงการละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ด้วยสมถวิปัสสนา คือการใช้สมถกรรมฐานร่วมกับวิปัสสนากรรมฐาน]
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ธรรม(สิ่ง)อันละเอียดที่มัดสัตว์ไว้กับกองทุกข์ อันละได้ในพระอรหันต์เจ้าเท่านั้น อันมี ๕ เป็นการละโดยสัมมาญาณเป็นสำคัญ
๖. รูปราคะ หรือรูปฌาน รูปราคะ หมายถึง ความติดใจ ติดเพลิน ความติดใจอยาก หรือตัณหาในรูปธรรมอันประณีต คือ รูปฌาน หรือรูปอันวิจิตรมีอำนาจต่อจิตเป็นสำคัญ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันวิจิตรถูกจริตถูกใจกว่ารูปในกามราคะปกติธรรมดา กล่าวคือ ละเอียดอ่อนนอนเนื่องกว่ากามราคะอันเป็นของหยาบกว่าอยู่มาก ดังเช่น รูป -ในสิ่งต่างๆอันสวยงามถูกจริตถูกจิตถูกใจเป็นพิเศษกว่ากามราคะธรรมดา ที่สัมผัสหรือผัสสะได้ด้วยตาต่อสิ่งอันวิจิตรนั้น, รส - ในสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยลิ้น เช่น รสชาดอันแสนเอร็ดอร่อยถูกปากถูกจริต กว่าปกติธรรมดา, กลิ่น - ในสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยจมูก เช่นกลิ่นอัน<หอมหวลถูกจริตถูกใจ, เสียง - ในสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยหู เช่น เสียงสรรเสริญอันแสนถูกใจ, โผฏฐัพพะ สัมผัส - ในสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย เช่น สัมผัสอันละมุนละไมต่างๆ เช่น จากรูปฌาน สัมผัสอันถูกจิตถูกใจอันพึงได้จากเพศตรงข้ามเฉพาะบุคคน ฯลฯ. อันล้วนเป็นราคะความพึงพอใจในขั้นละเอียดในสิ่งอันประณีตงามวิจิตร ถูกจริตถูกใจกว่ากามราคะข้างต้นในข้อ ๔ ในสิ่งที่สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ตอบลบสมถสมาธิหรือฌาน หมายถึงรูปฌาน อันยังให้เกิดความสงบ ความสบาย หรือปีติ สุข อุเบกขา เอกัคคตา อันประณีตวิจิตร อันเกิดแก่ทั้งกายและใจ (อันไปยึดมั่นถือมั่นหรือติดเพลินโดยไม่รู้ตัว มิได้หมายถึงการทิ้งหรือไม่มี ยังคงมีอยู่แต่ไม่ติดเพลิน มีแค่เป็นเครื่องอยู่, หรือมีอยู่ในระดับขันธ์ ๕)
รูปราคะ อาจทำความเข้าใจได้ยาก เป็นราคะที่เกิดขึ้นกับใจเป็นสำคัญหรือเป็นกิเลสกามแต่ก็เนื่องสัมพันธ์มาจากรูป(ที่หมายถึง สิ่งสัมผัสได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตาม)เป็นสำคัญ ไม่ใช่ตัว"รูป"เองแต่อย่างเดียวโดยตรง เช่น ดังที่กล่าวว่า รูปอันวิจิตรถูกจริตถูกใจ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนนอนเนื่องยิ่งกว่า ราคะที่เกิดขึ้นจากรูป(หมายถึง สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยตา)ในกามราคะหรือวัตถุกามมากมายนัก ดังเช่น รูปราคะในลูก ก็คือ ความรักความปราณีความห่วงอาทรในลูก กล่าวคือ ลูก(อันคือรูป)นั้น จะสวยงามหรือไม่สวยงามก็ตามที แต่ความเป็นลูกหรือรูปนั้นแฝงเนื่องสัมพันธ์หรือแสนวิจิตรถูกจริตถูกใจหรือความพึงพอใจของตน มากกว่า"รูปหรือรูปลักษณ์ของลูก"เองว่าสวย หรือไม่สวย, ดีหรือชั่วก็ตามที จึงจัดเป็นกิเลสกาม อันวิจิตรเกิดขึ้นแก่ใจตน จึงจัดเป็น"รูปราคะ", รูปราคะในบิดามารดา ในรสอาหารบางอย่างบางชนิดที่ติดตรึงประณีตเป็นพิเศษกว่าธรรมดา เช่นคนนี้,เจ้านี้ปรุงอร่อยเป็นพิเศษเหนือธรรมดา อย่างนี้ก็จัดเป็นรูปราคะอันละเอียดอ่อนนอนเนื่องกว่ากามราคะในรส รูปราคะในทรัพย์สินบางชนิด ผู้เป็นพระอริยเจ้าจึงละได้อย่างเด็ดขาดเท่านั้น ดังนั้นรูปทั้งหลายที่หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้ได้ด้วยอายตนะ ๕ ทั้งหลายที่เนื่องสำคัญกับใจหรือความพึงพอใจของตนเป็นประณีตหรือเป็นพิเศษนั่นเอง ก็จัดว่าเป็น"รูปราคะ" ส่วนรูปฌานก็เป็นรูปราคะเช่นกัน คือ ราคะที่เกิดแต่จิตหรือใจเป็นสำคัญ โดยการอาศัยรูปหรือสิ่งที่สังขารขึ้น จนสัมผัสได้ด้วยอายตนะใดๆ อันจัดเป็นรูป เช่น ลมหายใจจากกายสังขาร พุทโธเป็นวจีสังขารอย่างหนึ่ง ฯลฯ. เป็นอารมณ์ในการปฏิบัติ จนเกิดความสุข ความสบาย ความสงบ จึงไปยึดติดยึดมั่นเป็นราคะทางใจในความสุขสงบสบายที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากสังขารหรือรูปอันละเอียดอ่อนหรือวิจิตรนั่นเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติ
๗. อรูปราคะ หรืออรูปฌาน การติดใจติดเพลิน ติดใจอยากในรสประณีตอันละเอียดยิ่งขึ้นของสิ่งที่เป็นอรูป อันวิจิตร ซึ่งไม่มีตัวตนรูปร่างอันสัมผัส เป็นการสัมผัสได้ด้วยใจหรือจิตนั่นเอง เช่นใน อรูปฌาน, เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดังเช่น การติดเพลินหรือยึดมั่นในสุขเวทนาอันแสนสบายหรือถูกใจ เช่นเวทนาความรู้สึกในรูปโฉม,สิ่งสวยงามหรือทรัพย์สมบัติ(สุขเวทนา), พึงพอใจระลึกในสัญญาจําในอดีตอันเป็นสุข ฯลฯ. สําหรับผู้ปฏิบัติที่ผ่านการฝึกฝนอบรมในด้านสมถสมาธิ เฉกเช่นเดียวกันกับรูปฌานย่อมหมายรวม อรูปฌาน อันยังให้เกิดความติดเพลินความพึงพอใจในรสอันประณีตวิจิตรเหนือธรรมดาของฌานอันเกิดแต่ อรูป เป็นอารมณ์
ตอบลบอรูปราคะ จึงยิ่งละเอียดอ่อนนอนเนื่องยิ่งกว่ารูปราคะเสียอีก ดังเช่น อรูปราคะในสุขเวทนาหรือเหล่าความสุข, อรูปราคะในทุกขเวทนาหรือความทุกข์, อรูปราคะในสัญญาความจำได้หมายรู้แต่อดีต, แม้แต่อรูปราคะในพระนิพพาน ที่แม้ในช่วงแรกที่ยังไม่ละในโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พระองค์ท่านสอนให้น้อมระลึกหรือน้อมนำถึงพระนิพพานอันบรมสุขอยู่เนืองๆ จัดเป็นอุปสมานุสติ แต่ก็ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นแม้พระนิพพานนั้น กล่าวคือ ด้วยเป็นสิ่งที่ต้องละในที่สุดเช่นกัน ก็เนื่องด้วยความเป็นอรูปราคะอย่างหนึ่งนั่นเอง ที่แม้มีประโยชน์ยิ่งเพราะเป็นกำลังแก่จิตในการดำเนินการปฏิบัติเพื่อการวิปัสสนาในช่วงการละ สังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ แต่แล้วในที่สุดต้องใช้สัมมาญาณจากการวิปัสสนาในการละอรูปราคะแม้ในพระนิพพานนี้ ที่หมายถึงไม่ยึดมั่นในพระนิพพานอีกครั้งหนึ่ง, ส่วนในความสุขทุกข์นั้นเล่า เกิดแต่จิตโดยตรงและมีเหตุปัจจัยมาจากสังขารอย่างชนิดที่ไม่มีตัวตนหรืออรูปคือเวทนา เกิดแต่เหตุปัจจัยดังเช่นเงา ก็ยังแฝงอยู่ด้วยราคะอันละเอียดนอนเนื่องเป็นอย่างยิ่ง มีความกำหนัด ความปรารถนาอยู่ในความสุขทั้งหลาย และวิภวตัณหาในเหล่าทุกข์ทั้งปวง โดยละเอียดโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
สังโยชน์ในข้อ รูปราคะและอรูปราคะ นั้นละเอียดอ่อน ดังที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ดังนี้
"สังโยชน์อีก ๒ ชื่อ ซึ่งพระอรหันต์จะต้องละนั้น ได้แก่ รูปราคะ และอรูปราคะ ราคะ ๒ อย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวกับกาม(กาม นี้ท่านหมายถึง วัตถุกาม) เป็นเพียงความพอใจในรสของความสงบสุข(กล่าวคือ เป็นกิเลสกาม ทั้ง)ที่เกิดมาจากการเพ่งรูป และการเพิ่งสิ่งที่ไม่มีรูป เป็นธรรมดาอยู่เองที่สุขเวทนาอันประณีต ก็ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือขั้นประณีต ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ละได้ยาก ดังคำกล่าวในรูปของบุคคลาธิษฐานที่ว่า อายุของพวกพรหมโลกนั้นยืนยาวเป็นกัปป์ๆ ทีเดียว ข้อนี้หมายความว่า ความพอใจในรูปราคะและอรูปราคะ หรือความที่ได้เป็นพรหมนั้น มีกำลังเหนียวแน่นและลึกซึ้งมาก ยากที่จะถอนออกได้ง่ายๆ เมื่อเทียบส่วนกันกับความพอใจในกามราคะทั่วๆ ไปของมนุษย์ กล่าวให้สั้นที่สุด ก็ว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากความสงบของจิตและอำนาจของสมาธินั้น มีรสชาติยิ่งไปกว่าสุขเวทนาที่เกิดมาจากกาม อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ทีเดียว" ( จาก วิธีลดอัตตา โดย ท่านพุทธทาส)
หรือกล่าวโดยสรุปได้ว่า อารมณ์ทั้งในรูปราคะและอรูปราคะต่างก็ล้วนอยู่ในสภาพของอารมณ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานอยู่ในทีแล้วนั่นเอง กล่าวคือ มีอารมณ์หรือกามนั้น นอนเนื่องซึมซ่านย้อมจิตอยู่แล้ว เมื่อประสบกับอารมณ์นั้นก็เป็นไปดังสิ่งที่นอนเนื่องซึมซาบย้อมจิตทันที จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีในพระอรหันต์เจ้าเท่านั้นเอง
๘. มานะ ในสังโยชน์หมายถึงความถือตัว ถือตน ทนงตน ความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ หรือการถือตัวว่า ดีกว่าเขาเหนือกว่าเขา ด้อยกว่าเขา เสมอเขา จึงย่อมก่อให้เกิดการปรุงแต่งกิเลสต่างๆนาๆ จึงไม่ใช่ มานะ ในภาษาไทยที่มีความหมายถึงว่า ความพยายาม ความตั้งใจแต่อย่างใด
ตอบลบ"มานะ ๓ เป็นไฉน คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา๑ ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา๑ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา๑ มานะ ๓ นี้ควรละ"
(ตัณหาสูตรที่ ๑๓)
เพราะความคิดว่า "ดีกว่าเขา" "ด้อยกว่าเขา" "แม้แต่เสมอเขา" ต่างล้วนเป็นความคิดปรุงแต่งที่ยังให้เกิดทุกข์รำคาญใจทั้งสิ้น ลองโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย จะเข้าใจได้ว่า มีเหตุจึงเกิดการคิดนึกปรุงแต่งว่า ดีกว่าเขา ด้อยกว่าเขา เสมอเขา ขึ้นมาด้วยเหตุอันหนึ่งอันใดก็ดี จึงเป็นทุกข์ ดังเช่น ดีกว่าเขาก็เกิดอาการกร่าง เสมอเขาก็เกิดอาการเบ่งจนตัวพองเป็นทุกข์ ด้อยกว่าเขาก็เป็นทุกข์
หรือพิจารณาจากขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทก็ได้ ว่าเมื่อมีสังขารปรุงแต่งดังนี้เกิดขึ้น ย่อมยังให้เกิดการผัสสะเกิดทุกขเวทนาอันเป็นทุกข์ขึ้น จนถึงเวทนูปาทานขันธ์หรือทุกข์อุปาทานเป็นที่สุด
๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ความปรุงแต่งในเรื่องต่างๆ ชนิดละเอียด (อธิบายในรูปแบบปฏิจจสมุปบาทก็คือยังคงมี คิดนึกปรุงแต่งดังแสดงโดย หมายเลข 22 ในวงจร อยู่บ้าง แต่ไม่ก่อทุกข์ก่อโทษหรือก่อภพก่อชาติอย่างรุนแรงหรือถี่บ่อยเช่นปุถุชน กล่าวคือ เกิดอุปาทานทุกข์ในชรา หรือ หมายเลข 14 น้อยลง, ส่วนในปุถุชนนั้นย่อมเกิด ความคิดนึกปรุงแต่งฟุ้งซ่าน 14 เป็นส่วนใหญ่อันเป็นทุกข์อุปาทานแล้ว และยังคงเกิด ความคิดปรุงแต่งที่ 22 นี้ด้วย อย่างประจําสมํ่าเสมอ โดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชาอีกด้วย) ดังนั้นจิตจึงยังคงมีการพลิ้วไม่สงบ เพราะระลอกของความฟุ้งซ่านรำคาญใจบ้างเป็นธรรมดา (แสดงภาพของจิตฟุ้งซ่านหรือจิตปรุงแต่ง)
๑๐. อวิชชา ความไม่รู้ไม่เข้าใจตามความเป็นจริงของธรรม ตลอดจนการปฏิบัติให้สติรู้เท่าทัน และรู้ตามความเป็นจริงในสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของการเกิดขึ้นของทุกข์และการดับไปของทุกข์ อันคือ ปัญญาญาณ
22:32:04
อวิชชา๘ อันมี
ตอบลบ๑. ความไม่รู้ใน"ทุกข์" ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้รู้ และให้ดับสนิทหมายถึงอุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์๕, และมีสติรู้เท่าทันอุปาทานทุกข์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ที่ล้วนเกิดขึ้นมาจากเหล่าทุกขอริยสัจและทุกขเวทนาที่เป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)หนึ่งของชีวิต ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว แล้วต้องปฏิบัติอย่างไรจึงไม่เป็นเวทนูปาทานขันธ์ อันเป็นอุปาทานทุกข์ที่แสนเร่าร้อนเผาลน คงเป็นเพียงทุกข์ธรรมชาติ, และทุกข์นี้ มีกิจจญาณหรือกิจอันควรกระทำที่ประกอบปัญญายิ่ง คือ เป็นสิ่งที่ควร " รู้ "
๒. ความไม่รู้ใน"สมุทัย" เหตุให้เกิดทุกข์มาจากตัณหา ๓ (กามตัณหา-อยากในกามหรือในทางโลกๆ, ภวตัณหา-ความอยาก, วิภวตัณหา-ความไม่อยาก, อยากดับสูญ) อันจักเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นอุปาทานทุกข์, สมุทัย มีกิจจญาณหรือกิจอันควรกระทำที่ประกอบปัญญา คือ เป็นสิ่งที่ควร " ละ "
๓. ความไม่รู้ใน"นิโรธ" เป็นเช่นใด ไม่เคยสัมผัส หรือไม่เข้าใจสภาวะนิโรธอันว่างจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน อันล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กันอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ ทําให้ไม่ทราบว่าดับทุกข์ได้แล้ว จักเป็นสุขสงบ หรือดับร้อน เยี่ยงใด? คุ้มค่าให้ปฏิบัติไหม? มีจริงหรือเปล่า? หรือเข้าใจผิดไปจับสภาวะผลอันสงบเย็นของสมาธิหรือฌานเป็นสภาวะนิโรธ! ทําให้จริงๆแล้วยังคงมีความสงสัยอยู่ลึกๆในจิต(วิจิกิจฉา), นิโรธ มีกิจจญาณหรือกิจอันควรกระทำที่ประกอบปัญญา คือ เป็นสิ่งที่ควร " ทำให้แแจ้ง "
๔. ความไม่รู้ใน"มรรค" การปฎิบัติในการดับทุกข์ ควรปฏิบัติอย่างไร? ศึกษาแล้วยังไม่เข้าใจ ปฏิบัติไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน? วิธีใด? ของใครถูกแน่? (อ่านรายละเอียดในอริยสัจ ๔), มรรค มีกิจจญาณหรือกิจอันควรกระทำที่ประกอบปัญญา คือ เป็นสิ่งที่ควร " ปฏิบัติ "
๕. ความไม่รู้ใน"ความไม่รู้อดีต" การไม่รู้ระลึกชาติ หรือภพที่เคยเกิดเคยเป็นในภพชาติต่างๆในปัจจุบันชาติ หมายถึงการ ย้อนระลึกขันธ์๕หรืออุปาทานขันธ์๕ที่เคยเกิดเคยเป็น กล่าวคือไม่รู้ไม่เข้าใจขันธ์ ๕ ที่เคยเกิดๆดับๆ อันก่อให้เกิดอุปาทานทุกข์นั้นเกิดแต่เหตุปัจจัย และเหตุปัจจัยอะไร? เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ เครื่องรู้ เครื่องระลึก อันก่อให้เกิดปัญญาญาณ และนิพพิทาญาณ อันยังให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในการดับทุกข์ (โยนิโสมนสิการปฏิจจสมุปบาทเรื่องภพ เรื่องชาติ จบแล้ว ลองย้อนมาพิจารณาอีกครั้ง)
๖. ความไม่รู้ใน"ความไม่รู้อนาคต" การไม่รู้อนาคต คือไม่รู้ไม่เข้าใจในการอุบัติ(เกิด) การจุติ(ดับ) ของขันธ์ทั้ง๕ว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้น เช่น กรรมคือตามการกระทําที่มีเจตนาทั้งสิ้น และอนาคตนั้นก็จักเป็นไปตามเหตุปัจจัยอันคือกรรมการกระทํานั่นเอง ดังนั้นความทุกข์ในภายหน้าหรือชาติหน้าก็ล้วนเกิดดับอันเกิดแต่กรรมการกระทํา อันจักยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕เช่นเดิมหรือเกิดความทุกข์ขึ้นเฉกเช่นเดียวกับอดีต ดังนั้นเพราะความไม่รู้ จึงประมาท จึงมิได้แก้ไขเยี่ยงไร เพื่อไม่ให้ทุกข์จะเกิดขึ้นมาได้อีก กล่าวคือการรู้อนาคตเพราะรู้การเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั่นเอง คือเมื่อเหตุเป็นเช่นนี้ ผลเยี่ยงนี้จึงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อันเกิดขึ้นจากความเข้าใจในสภาวะธรรมอย่างถ่องแท้
๗. ความไม่รู้ในทั้ง"อดีตและอนาคต" จึงไม่เกิดการยอมรับและเข้าใจในเหตุปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง จึงไม่มีทั้งเครื่องระลึก เครื่องเตือนสติจากการระลึกอดีต, และเกิดความประมาท ขาดการป้องกันจากการไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต
๘. ความไม่รู้ใน"ปฏิจจสมุปบาท" ไม่ทราบ,ไม่รู้ กระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์ และกระบวนการดับไปของทุกข์ จึงไม่รู้จักอาสวะกิเลส ตลอดจนตัณหาและอุปาทานที่แอบซ่อนนอนเนื่องอยู่ในจิตหรือในอวิชชา เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจจึงไม่สามารถดับทุกข์ ที่เหตุปัจจัยได้อย่างเข้าใจและถูกต้องตามจริง อันอุปมาได้ดั่งช่างยนต์ที่ไม่รู้ไม่ศึกษาเรื่องเครื่องยนต์ แล้วจักซ่อมเครื่องยนต์ให้ดีเยี่ยงใด?
โลกุตรธรรม
ตอบลบโลกุตรธรรม ธรรมหรือสิ่งอันมิใช่วิสัยทางโลกๆ, สภาวะพ้นจากทางโลกๆ หรือสภาวะเหนือโลก อันมี๙ ดังนี้ (พระอริยบุคคล มี๘ คือผู้ปฏิบัติได้ในข้อ๑-๘ - ฐานะแห่งตน ที่จำแนกแบบอริยสาวก)
๑. โสดาปัตติมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงผล อันคือความเป็นพระโสดาบัน, ญาณคือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส, เมื่อโสดาปัตติมรรคเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะมรรคจิตเท่านั้น พ้นจากนั้นก็จะเกิดผลจิตคือโสดาปัตติผล ในข้อ ๒. กลายเป็นผู้ตั้งอยู่ในผล คือเป็นพระโสดาบันนั่นเอง
๒. โสดาปัตติผล ผลคือการถึงกระแสพระนิพพาน จากการละสังโยชน์ ๓ ข้อแรกด้วยโสดาปัตติมรรค ทําให้บุคลผู้นั้นเป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า, กล่าวคือ เข้าสู่กระแสพระนิพพาน หมายถึงเข้าสู่กระแสแรงดึงดูดของพระนิพพานเสียแล้ว อันมิอาจเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นได้ เพียงขึ้นอยู่กับระยะเวลา ตั้งแต่ภพชาติเดียว(เอกพีชี)จนถึงมากที่สุด ๗ ชาติ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเพียร สติ ปัญญา ตลอดจนเหตุปัจจัย เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ดังนี้
โสตาปันนสูตร
ตอบลบว่าด้วยผู้เป็นพระอริยสาวกโสดาบัน
[๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? ได้แก่ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่พระอริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า พระอริยสาวกผู้โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
(พระไตรปฏก เล่มที่ ๑๗ หัวข้อที่๒๙๖)
๓. สกิทาคามิมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผลความเป็นพระสกิทาคามี, หรือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดญาณรู้คือความรู้อันเป็นเหตุละสังโยชน์ ๓ ข้อแรก และเบาบางลงในข้อ ๔ และ ๕ คือ กามราคะ และ ปฏิฆะ
๔. สกิทาคามิผล ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติอันสืบเนื่องจากสกิทาคามิมรรคในข้อ๓ ทําให้เป็น พระสกิทาคามี
๕. อนาคามิมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผลคือความเป็นพระอนาคามี, หรือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดญาณคือความรู้อันเป็นเหตุละสังโยชน์ทั้ง๕ข้อแรกได้
๖. อนาคามิผล ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติอันสืบเนื่องจากอนาคามิมรรคในข้อ๕ ทําให้เป็นพระอนาคามี
๗. อรหัตตมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผลเป็นพระอรหันต์, หรือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดญาณคือความรู้อันเป็นเหตุละสังโยชน์ทั้ง๑๐
๘. อรหันตผล ผลคือความสําเร็จเป็นพระอรหันต์ ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ทั้งหมด
๙. นิพพาน ผลการดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตรธรรมที่เป็นจุดหมายสูงสุดในพุทธศาสนา
ผลแห่งการละกิเลส
[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระ ปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสัญโญชน์ใน ภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยาย แล้ว ภิกษุเหล่าใดละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น(หมายถึง พระอนาคามี)ทั้งหมดเป็น โอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะโทสะและโมหะบางเบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็น พระสกทาคามี มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน ธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรา กล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้นเปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เบื้องของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ อลคัททูปมสูตรที่ ๒
(พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๒)
สัจจธรรม
ตอบลบทุกข์ของขันธ์ ๕ ทั้งใจและกายหรือเวทนาอันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ยังคงมีอยู่ เราปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดอุปาทานทุกข์
หมายถึง นอกจากไม่ให้อุปาทานทุกข์เกิดแล้ว ยังต้องยอมรับในสภาวธรรมของทุกขเวทนา
อันพึงเกิดแต่ขันธ์ ๕ ทั้งทางใจและกาย อย่างเข้าใจถูกต้อง
การไม่ยอมรับอย่างเข้าใจ ก่อให้เกิดการดิ้นรนกระวนกระวายหรือตัณหา จนกลายเป็นอุปาทานทุกข์เช่นกัน
ความพึงพอใจเกิดจากเหตุปัจจัยมาปรุงแต่ง
สิ่งใดปรุงแต่ง สิ่งนั้นไม่เที่ยง ล้วนต้องแปรปรวนด้วยอาการใด
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นทนอยู่ไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ถ้าเข้าไปอยากไปยึด
สิ่งใดทนอยู่ไม่ได้สิ่งนั้นไม่มีแก่นถาวร(ไม่มีค่า) ให้ยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจ
ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยเท่านั้น
นิพพานขาดเสียแล้ว ซึ่งเหตุปัจจัยอันมาปรุงแต่งด้วยตนเอง
นิพพานคือภาวะดับสูญเสียแล้วซึ่งทุกข์
คือภาวะดับสูญอุปาทาน
คือภาวะดับเสียแล้วซึ่งความพึงพอใจยินดีแห่งตัวตน
คือภาวะซึ่งดับเสียแล้วซึ่งการเกิด "ภพ" และ "ชาติ"
"เหนือโลก" มิใช่ "หนีโลก"
ธรรมะ มีไว้ช่วยให้อยู่ในโลกอย่าง"ชนะโลก" หรือ "เหนือโลก"
มิใช่ให้ "หนีโลก" แต่อยู่เหนืออิทธิพลใดๆของโลก
ไม่ใช่จมอยู่ในโลก
มักสอนให้เข้าใจกันผิดๆว่า ต้องหนีโลก ทิ้งโลก สละโลก
อย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครเลย
(พุทธทาสภิกขุ)
http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=6554.0
ตอบลบลักษณะที่เป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! บัดนี้ เป็นการอันสมควรที่พระผุ้มีพระภาคจะพึง
ทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้."
อานนท์! ในกรณีนี้ บุถุชน ผู้ไม่มีการสดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้า
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า,
ไม่เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษไม่ได้รับการแนะนำ ในธรรมของ
สัปบุรุษ : -
เขามีจิตอัน สักกายทิฏฐิกลุ้มรุมแล้ว อันสักกายทิฏฐิห่อหุ้มแล้ว อยู่;
เขา ไม่รู้ชัดตามเป็นจริงซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสักกายทิฏฐิอันเกิดขึ้น
แล้ว, สักกายทิฏฐินั้นก็เป็นของมีกำลัง จนเขานำออกไปไม่ได้ จึงเป็นโอรัมภาคิย-
สังโยชน์. (ในกรณีแห่งวิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามราคะและพยาบาท (หรือปฏิฆะ)
ก็มีข้อความตรัสไว้อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งสักกายทิฏฐิทุกประการ).
อานนท์! ส่วนอริยสาวกผู้มีการสดับ ได้เห็นพระอริยเจ้า เป็นผู้
ฉลาดในธรรมของพระ-อริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ได้
เห็นสัปบุรุษ เป็นผู้ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษได้รับการแนะนำ ในธรรมของ
สัปบุรุษ :-
เธอมีจิตอันสักกายทิฏฐิไม่กลุ้มรุม อันสักกายทิฏฐิไม่ห่อหุ้ม อยู่.
อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสักาย-
ทิฏฐิอันเกิดขึ้นแล้ว, สักกายทิฏฐินั้น อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้พร้อมทั้ง
อนุสัย. (ในกรณีแห่ง วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามราคะ และพยาบาท (หรือปฏิฆะ)
ก็มีข้อความตรัสไว้อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งสักกายทิฏฐิทุกประการ).
- ม. ม. ๑๓/๑๕๖/๑๕๕.
(การที่บุคคลลักกายทิฏฐิเป็นต้นไม่ได้ จนเป็นธรรมชาติมีกำ ลังถึงกับเขานำ ออก
ไม่ได้ นั่นคือลักษณะแห่งความเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์. รายละเอียดของสักกายทิฏฐิ ดูได้ที่
หัวข้อว่า "สักกายทิฏฐิ มีได้ด้วยอาการอย่างไร" แห่งหนังสือเล่มนี้ ที่หน้า ๓๗๒).
http://www.pobbuddha.com/tripitaka/upload/files/1364/index.html
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=390220
ตอบลบเพื่อชดเชยในความโง่เขลาของผม จึงขอนำ บางส่วนจากปฏิปัติ ปุจฉาวิสัชนา หลวงปู่มั่น
ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านก็ตีความพระสูตร มาลุงโกฺย ไว้เช่นเดียวกัน และก็ได้ให้ความเห็นว่า
เด็กเพิ่งเกิดมีสังโยชน์หรือไม่ ซึ่งเป็นการถามตอบระหว่างพระธรรมเจดีย์และท่าน ครับ
พระธรรมเจดีย์ :
อนุสัยกับสังโยชน์ ใครจะละเอียดกว่ากัน ?
พระอาจารย์มั่น :
อนุสัยละเอียดกว่าสังโยชน์ เพราะสังโยชน์นั้น เวลาที่จะเกิดขึ้น อาศัยอายตนะภายในอายตนะภายนอกกระทบกันเข้าแล้วเกิดวิญญาณ 6 ชื่อว่าผัสสะ เมื่อผู้ที่ไม่มีสติ หรือไม่รู้ความจริง เช่นหูกับเสียงกระทบกันเข้า เกิดความรู้ขึ้น เสียงที่ดีก็ชอบ เกิดความยินดีพอใจ เสียงที่ไม่ดี ก็ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ที่โลกเรียกกันว่าพื้นเสีย เช่นนี้แหละชื่อว่าสังโยชน์ จึงหยาบกว่าอนุสัย เพราะอนุสัยนั้นย่อมตามนอนในเวทนาทั้ง 3 เช่น สุขเวทนาเกิดขึ้น ผู้ที่ไม่เคยรู้ความจริง หรือไม่มีสติ ราคานุสัยจึงตามนอน ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ปฏิฆานุสัยย่อมตามนอน อุทกขมสุขเวทนาเกิดขึ้น อวิชชานุสัยย่อมตามนอน เพราะฉะนั้นจึงละเอียดกว่าสังโยชน์ และมีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ใน มาลุงโกฺย วาทสูตร ว่าเด็กอ่อนที่นอนหงายอยู่ในผ้าอ้อม เพียงจะรู้จักว่านี่ตานี่รูป ก็ไม่มีในเด็กนั้น เพราะฉะนั้น สังโยชน์จึงไม่มีในเด็กที่นอนอยู่ในผ้าอ้อม แต่ว่าอนุสัยย่อมตามนอนในเด็กนั้นได้
พระธรรมเจดีย์ :
อนุสัยนั้นมีประจำอยู่เสมอหรือ หรือมีมาเป็นครั้งเป็นคราว ?
พระอาจารย์มั่น :
มีมาเป็นครั้งคราว ถ้ามีประจำอยู่เสมอแล้วก็คงจะละไม่ได้ เช่นราคานุสัยก็เพิ่มมาตามนอนในสุขเวทนา หรือปฏิฆานุสัยก็เพิ่งมาตามนอนในทุกขเวทนา หรืออวิชชานุสัยก็เพิ่งมาตามนนในอทุกขมสุขเวทนา ตามนอนได้แต่ผู้ที่ไม่รู้ความจริง หรือมีสติก็ไม่ตามนอนได้ เรื่องนี้ได้อธิบายไว้ในเวทนาขันธ์แล้ว
พระธรรมเจดีย์ :
แต่เดิมข้าพเจ้าเข้าใจว่าอนุสัยตามนอนอยู่ในสันดานเสมอทุกเมื่อไป เหมือนอย่างขี้ตะกอนที่นอนอยู่ก้นโอ่งน้ำ ถ้ายังไม่มีใครมาคน ก็ยังไม่ขุ่นขึ้น ถ้ามีใครมาคนก็ขุ่นขึ้นได้ เวลาที่ได้รับอารมณ์ที่ดี เกิดความกำหนัดยินดีพอใจขึ้น หรือได้รับอารมณ์ที่ไม่ดีก็เกิดปฏิฆะหรือความโกรธขึ้น เข้าใจว่านี่แหละขุ่นขึ้นมา ความเข้าใจเก่าของข้าพเจ้ามิผิดไปหรือ ?
พระอาจารย์มั่น :
ก็ผิดน่ะซี เพราะเอานามไปเปรียบกับรูป คือโอ่งก็เป็นรูปที่ไม่มีวิญญาณ น้ำก็เป็นรูปที่ไม่มีวิญญาณ แลขี้ตะกอนก้นโอ่งก็เป็นรูปไม่มีวิญญาณเหมือนกัน จึงขังกันอยู่ได้ ส่วนจิตเจตสิกของเรา เกิดขึ้นแล้วดับไป จะขังเอาอะไรไว้ได้ เพราะกิเลสเช่นอนุสัยหรือสังโยชน์ ก็อาศัยจิตเจตสิกเกิดขึ้นชั่วคราวหนึ่ง เมื่อจิตเจตสิกในคราวนั้นดับไปแล้ว อนุสัยหรือสังโยชน์จะตกค้างอยู่กับใคร ลองนึกดูเมื่อเรายังไม่มีความรัก ความรักนั้นอยู่ที่ไหน ก็มีขึ้นเมื่อเกิดความรักไม่ใช่หรือ หรือเมื่อความรักนั้นดับไปแล้ว ก็ไม่มีความรักไม่ใช่หรือ และความโกรธเมื่อยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่มีเหมือนกัน มีขึ้นเมื่อเวลาที่โกรธ เมื่อความโกรธดับแล้ว ก็ไม่มีเหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดเพราะไปติดสัญญาที่จำไว้นานแล้วว่า อนุสัยนอนอยู่เหมือนขี้ตะกอนที่นอนอยู่ก้นโอ่ง
พระธรรมเจดีย์ :
ก็อนุสัยกับสังโยชน์ไม่มีแล้ว บางคราวทำไมจึงมีขึ้นอีกได้เล่า ข้าพเจ้าฉงนนัก แล้วยังอาสวะอีกอย่างหนึ่งที่ว่าดองสันดานนั้น เป็นอย่างไร ?
พระอาจารย์มั่น :
ถ้าพูดถึงอนุสัยหรืออาสวะแล้ว เราควรเอาความว่า ความเคยตัวเคยใจ ที่เรียกว่ากิเลสกับวาสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าละได้ทั้ง 2 อย่าง ที่พระอรหันตสาวกละได้แต่กิเลสอย่างเดียววาสนาละไม่ได้ เราควรจะเอาความว่าอาสวะหรืออนุสัยกิเลสเหล่านี้เป็นความเคยใจ เช่นได้รับอารมณ์ที่ดี เคยเกิดความกำหนัดพอใจ ได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี เคยไม่ชอบไม่ถูกใจ เช่นนี้เป็นต้น เหล่านี้แหละควรรู้สึกว่าเป็นเหล่าอนุสัย หรืออาสวะเพราะความคุ้นเคยของใจ ส่วนวาสนานั้น คือความคุ้นเคยของ กาย วาจา ที่ติดต่อมาจากเคยแห่งอนุสัย เช่น คนราคะจริตมีมรรยาทเรียบร้อย หรือเป็นคนโทสะจริตมีมรรยาทไม่เรียบร้อย ส่วนราคะแลโทสะนั้นเป็นลักษณะของกิเลส กิริยามารยาทที่เรียบร้อยแลไม่เรียบร้อย นั่นเป็นลักษณะของวาสนานี่ก็ควรจะรู้ไว้
เชิญทัศนาครับ ^__^
อ้างอิง : http://www.wattepnimit.com/index.php?option=com_content&view=article&catid=35%3A2009-03-11-03-51-21&id=54%3A2009-03-11-10-57-37&Itemid=58
แก้ไขเมื่อ 10 ต.ค. 53 02:48:34
แก้ไขเมื่อ 10 ต.ค. 53 02:46:07
แก้ไขเมื่อ 10 ต.ค. 53 02:40:59
แก้ไขเมื่อ 10 ต.ค. 53 02:13:31
แก้ไขเมื่อ 09 ต.ค. 53 22:43:09
จากคุณ : ประมุขพรรคบัวขาว
เขียนเมื่อ : 9 ต.ค. 53